๑๑๙    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๑๒๑
สัตว์ของพระองค์แก่หม่อมฉัน  แม้ถูกพระราชาทรงห้ามว่า  ไม่อาจให้ได้
ก็ทรงรบเร้าบ่อย  ๆ.   พระราชาจึงตรัสว่า   ถ้าหากฉันจักให้มนต์นี้แก่เธอ
ไซร้  ฉันก็จักตาย.    พระนางทูลว่า    ข้าแต่สมมติเทพ   ถึงพระองค์จะ
สิ้นพระชนม์  ก็จงประทานแก่หม่อมฉัน.   เพราะพระราชาเป็นผู้ชื่อว่า
ตกอยู่ในอำนาจมาตุคาม  จึงทรงรับคำว่า   ดีละ   แล้วทรงตัดสินพระทัย
ว่า    เราจักให้มนต์แต่พระราชเทวี     แล้วจึงจะเข้ากองไฟ    ดังนี้แล้วได้
เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานด้วยราชรถ.  ขณะนั้นท้าวสักกะทรงตรวจดู
สัตวโลกอยู่    ทรงเห็นเหตุการณ์นี้     แล้วทรงดำริว่า    พระราชาเขลา
องค์นี้อาศัยมาตุคาม    เสด็จไปด้วยหมายพระทัยว่า   จักเข้ากองไฟ   เรา
จักให้ชีวิตแก่เขา    แล้วทรงพาเอาอสุรกัญญา    ทรงพระนามว่า     สุชา
มายังกรุงพาราณสี     ทรงทำให้นางสุชาเป็นแพะตัวเมีย     พระองค์เอง
เป็นแพะตัวผู้   แล้วทรงอธิษฐานว่า   ขออย่าให้มหาชนเห็น   แล้วได้อยู่
ข้างหน้าราชรถ.    พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นแพะนั้น    และม้าที่
เทียมรถก็เห็นด้วย.   แต่ใครคนอื่นไม่เห็น.  แพะตัวผู้ทำท่าจะเสพเมถุน
กับแพะตัวเมีย  เพื่อจะสร้างเรื่องราวขึ้น.   ม้าเทียมรถตัวหนึ่ง  เห็นแพะ
นั้น   จึงพูดว่า   เจ้าเพื่อนแพะเอ๋ย   เมื่อก่อนพวกเราได้ยินเขาเล่ากันว่า
พวกแพะโง่  ไม่มีความละอาย   และไม่เห็นเรื่องนั้น   แต่แกทำอนาจาร
ที่จะต้องทำในที่ลับ  ซึ่งเป็นสถานที่ปกปิดต่อหน้าพวกเรามีจำนวนเท่านี้
ที่กำลังดูอยู่นั่นเอง   แกไม่ละอาย   คำที่พวกข้าพเจ้าได้ยินมาแต่ก่อนนั้น
สมกับเหตุการณ์ที่ได้เห็นอยู่นี้   แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
หน้า ๑๒๐