| เจ้าจงลงสู่ห่วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้าง |
| เหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ |
| ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย. |
| เมื่อมหาตุณฑิละมหาสัตว์นั้น รำลึกถึงบารมีทั้งหลาย แล้วทำ |
| เมตตาบารมีให้เป็นปุเรจาริก ออกหน้า ยกบทแรกมาเป็นตัวอย่างอยู่ |
| นั่นเอง เสียงได้ดังไปท่วมนครพาราณสี ที่กว้างยาวทั้งสิ้น ๑๒ โยชน์. |
| ในขณะที่คนทั้งหลายได้ยิน ๆ นั่นแหละ ชาวนครพาราณสี ตั้งต้นแต่ |
| พระราชา และพระอุปราชเป็นต้น ได้พากันมาตามเสียง. ฝ่ายผู้ไม่ |
| ได้มาอยู่ที่บ้านนั่นเองก็ได้ยิน. ราชบุรุษทั้งหลายพากันถางพุ่มไม้ ปราบ |
| พื้นที่ให้เสมอแล้วเกลี่ยทรายลง. ผู้ให้สุราแก่นักเลงทั้งหลายก็งดให้. |
| พวกนักเลงพากันทิ้งบ่วงแล้วได้ยินฟังธรรมกันทั้งนั้น. ฝ่ายหญิงชราก็ |
| หายเมา. มหาสัตว์ได้กล่าวปรารภเทศนาแก่จุลตุณฑิละท่ามกลางมหาชน. |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสสิ ภมสิ ความว่า หวาดสะดุ้ง |
| เพราะกลัวตาย เมื่อลำบากด้วยความหวาดสะดุ้ง เพราะความกลัวตาย |
| นั้นนั่นแหละ เธอจึงหัวหมุน. บทว่า เลณมิจฺฉสิ ได้แก่มองหาที่พึ่ง |
| บทว่า อตาโณสิ ความว่า น้องเอ๋ย เมื่อก่อนมารดาของเราเป็นที่พึ่ง |
| ที่ระลึกได้ แต่วันนี้ท่านหมดอาลัยทอดทิ้งเราแล้ว บัดนี้เจ้าจักไปไหน. |
| บทว่า โอคาห ได้แก่ลงไปอยู่. อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่าอย่างนี้เหมือนกัน |
| บทว่า ปวาหย ได้แก่ให้เหงื่อไคลทั้งหมดลอยไป. บทว่า น ฉิชฺชติ |