๑๔๑    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๑๔๓
           เจ้าจงลงสู่ห่วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม      ชำระล้าง
           เหงื่อไคลทั้งหมด  แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่
           ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา  มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย.
         เมื่อมหาตุณฑิละมหาสัตว์นั้น   รำลึกถึงบารมีทั้งหลาย    แล้วทำ
เมตตาบารมีให้เป็นปุเรจาริก    ออกหน้า    ยกบทแรกมาเป็นตัวอย่างอยู่
นั่นเอง  เสียงได้ดังไปท่วมนครพาราณสี   ที่กว้างยาวทั้งสิ้น  ๑๒  โยชน์.
ในขณะที่คนทั้งหลายได้ยิน ๆ นั่นแหละ   ชาวนครพาราณสี   ตั้งต้นแต่
พระราชา     และพระอุปราชเป็นต้น   ได้พากันมาตามเสียง.    ฝ่ายผู้ไม่
ได้มาอยู่ที่บ้านนั่นเองก็ได้ยิน. ราชบุรุษทั้งหลายพากันถางพุ่มไม้   ปราบ
พื้นที่ให้เสมอแล้วเกลี่ยทรายลง.       ผู้ให้สุราแก่นักเลงทั้งหลายก็งดให้.
พวกนักเลงพากันทิ้งบ่วงแล้วได้ยินฟังธรรมกันทั้งนั้น.     ฝ่ายหญิงชราก็
หายเมา.  มหาสัตว์ได้กล่าวปรารภเทศนาแก่จุลตุณฑิละท่ามกลางมหาชน.
         บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า ตสสิ  ภมสิ  ความว่า  หวาดสะดุ้ง
เพราะกลัวตาย    เมื่อลำบากด้วยความหวาดสะดุ้ง    เพราะความกลัวตาย
นั้นนั่นแหละ  เธอจึงหัวหมุน.  บทว่า   เลณมิจฺฉสิ  ได้แก่มองหาที่พึ่ง
บทว่า   อตาโณสิ   ความว่า   น้องเอ๋ย   เมื่อก่อนมารดาของเราเป็นที่พึ่ง
ที่ระลึกได้   แต่วันนี้ท่านหมดอาลัยทอดทิ้งเราแล้ว   บัดนี้เจ้าจักไปไหน.
บทว่า   โอคาห  ได้แก่ลงไปอยู่.  อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่าอย่างนี้เหมือนกัน
บทว่า  ปวาหย    ได้แก่ให้เหงื่อไคลทั้งหมดลอยไป.   บทว่า   น   ฉิชฺชติ
หน้า ๑๔๒