| ปกติ จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์ |
| ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ |
| วันเดือนเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า |
| ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้. |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ความว่า ธรรมะแม้ทั้งหมด |
| นี้ คือศีล ๕ ศีล ๑๐ สุจริต ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และ |
| อมตมหานิพพาน ชื่อว่า ธรรม. บทว่า อกทฺทโม ความว่า ชื่อว่าไม่ |
| มีโคลนตม เพราะไม่มีโคลนตมคือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ |
| มานะ และทิฐิ. ด้วยบทนี้ มหาตุณฑิละ งดธรรมที่เหลือไว้แสดงพระ- |
| นิพพานเท่านั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย |
| ธรรมทั้งหลายมีปัจจัย. ปรุงแต่งก็ดีงาม ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็ตาม มี |
| ประมาณเท่าใด วิราคธรรมท่านกล่าวว่าล้ำเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ได้ |
| แก่ธรรมให้สร่างเมา. ปราศจากความหิวระหาย. ถอนอาลัยออกได้ |
| ตัดวัฏฏะได้ เป็นที่สิ้นตัณหา วิราคะ คือคลายกำหนัด นิโรธ คือดับ |
| ตัณหาไม่มีเหลือ นิพพาน คือดับกิเลสและทุกข์หมด. นัยว่าพระโพธิ- |
| สัตว์ เมื่อจะแสดงพระนิพพานนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวอย่างนี้ ด้วย |
| อำนาจอุปนิสสัยปัจจัยว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เราเรียกสระคือพระ- |
| นิพพานว่า ห้วงน้ำ เพราะในพระนิพพานนั้นนั่นเอง ไม่มีชาติ ชรา |
| พยาธิ และมรณทุกข์เป็นต้น แม้ว่าหากจะมีผู้ประสงค์จะพ้นจากมรณะ |