| ก็จงเรียนข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพาน. บทว่า ปาปํ เสทมลํ ความ |
| ว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลายเรียกบาปว่าเป็น |
| เหงื่อไคล เพราะเป็นเช่นกับเหงื่อไคล. ก็บาปนี้นั้นมีอย่างเดียวคือ |
| กิเลสเครื่องประทุษร้ายใจ บาปมี ๒ อย่างคือ ศีลที่เลวทรามกับทิฐิที่ |
| เลวทราม. บาปมี ๓ อย่าง คือ ทุจริต ๓. บาปมี ๔ อย่าง คือ การลุ |
| อำนาจอคติ ๔ อย่าง. บาปมี ๕ อย่าง คือ สลักใจ ๕ อย่าง. บาปมี |
| ๖ อย่าง คือ อคารวะ ๖ อย่าง. บาปมี ๗ อย่าง คือ อสัทธรรม ๗ |
| ประการ. บาปมี ๘ อย่าง คือ ความเป็นผิด ๘ ประการ. บาปมี ๙ อย่าง |
| คือ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ อย่าง. บาปมี ๑๐ อย่าง คือ |
| อกุศลธรรมบถ ๑๐. บาปมีมากอย่าง คือ อกุศลธรรมทั้งหลายที่ทรงจำ- |
| แนกออกไป โดยเป็นธรรมหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ เป็นต้น |
| อย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. บทว่า ศีลได้แก่ศีล ๕ ศีล ๑๐ และ |
| ปาริสุทธศีล ๔. น้องเอ๋ย บัณฑิตทั้งหลาย เรียกศีลนี้ว่าเป็นเสมือน |
| เครื่องลูบไล้ใหม่. บทว่า ตสฺส ความว่า กลิ่นของศีลนั้น แต่ไหน |
| แต่ไรมา ไม่ขาดหายไปในวัยทั้ง ๓ คือไม่แผ่ไปทั่วโลก. |
| กลิ่นดอกไม้จะไม่หอมทวนลมไป กลิ่น |
| จันทน์กฤษณา หรือดอกมะลิก็ไม่หอมทวนลม |
| ไป แต่กลิ่นของสัตบุรุษหอมทวนลมไป สัต- |
| บุรุษฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ. กลิ่นศีลหอมยิ่งกว่า |
| คันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์กฤษณะ ดอกอุบล |