๑๔๔    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๑๔๖
ก็จงเรียนข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพาน.  บทว่า ปาปํ  เสทมลํ  ความ
ว่า   น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย    บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลายเรียกบาปว่าเป็น
เหงื่อไคล     เพราะเป็นเช่นกับเหงื่อไคล.     ก็บาปนี้นั้นมีอย่างเดียวคือ
กิเลสเครื่องประทุษร้ายใจ   บาปมี  ๒  อย่างคือ   ศีลที่เลวทรามกับทิฐิที่
เลวทราม.  บาปมี  ๓  อย่าง  คือ  ทุจริต   ๓. บาปมี  ๔  อย่าง  คือ   การลุ
อำนาจอคติ  ๔  อย่าง.  บาปมี  ๕   อย่าง  คือ   สลักใจ   ๕  อย่าง. บาปมี
๖  อย่าง  คือ  อคารวะ  ๖  อย่าง.  บาปมี  ๗  อย่าง  คือ  อสัทธรรม  ๗
ประการ. บาปมี  ๘ อย่าง  คือ  ความเป็นผิด  ๘   ประการ.  บาปมี  ๙ อย่าง
คือ   เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต    ๙   อย่าง.  บาปมี   ๑๐   อย่าง   คือ
อกุศลธรรมบถ  ๑๐. บาปมีมากอย่าง   คือ  อกุศลธรรมทั้งหลายที่ทรงจำ-
แนกออกไป  โดยเป็นธรรมหมวด  ๑  หมวด  ๒  และหมวด  ๓  เป็นต้น
อย่างนี้  คือ  ราคะ  โทสะ  โมหะ.  บทว่า  ศีลได้แก่ศีล  ๕  ศีล  ๑๐  และ
ปาริสุทธศีล  ๔.  น้องเอ๋ย   บัณฑิตทั้งหลาย    เรียกศีลนี้ว่าเป็นเสมือน
เครื่องลูบไล้ใหม่.  บทว่า    ตสฺส   ความว่า   กลิ่นของศีลนั้น    แต่ไหน
แต่ไรมา  ไม่ขาดหายไปในวัยทั้ง  ๓  คือไม่แผ่ไปทั่วโลก.
                        กลิ่นดอกไม้จะไม่หอมทวนลมไป   กลิ่น
           จันทน์กฤษณา หรือดอกมะลิก็ไม่หอมทวนลม
           ไป  แต่กลิ่นของสัตบุรุษหอมทวนลมไป  สัต-
           บุรุษฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ.   กลิ่นศีลหอมยิ่งกว่า
           คันธชาติเหล่านี้  คือจันทน์กฤษณะ   ดอกอุบล
หน้า ๑๔๕