| ของสิ่งใด ๆ เขาก็เป็นผู้เหมาะคือสมควรแก่สิ่งนั้น ๆ อธิบายว่า ให้อยู่ทุก |
| สิ่งที่ชนเหล่านั้นขอแล้ว ขอแล้ว. บทว่า สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานิ |
| ความว่า พระราชาทูลว่า ข้าพระองค์ฟังสุภาษิตของพระองค์แล้ว จัก |
| เป็นคนแบบนี้. |
| ก็แหละ พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้ ก็เสด็จลงจากปราสาท ทรง |
| ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระ- |
| ปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนั่งคู้บัลลังก์ที่อากาศ แล้วทรงโอวาทพระราชาว่า |
| ขอถวายพระพรมหาบพิตร วิชาธรนั้นไม่ใช่สมณะ ต่อแต่นี้ไปขอ |
| พระองค์จงทรงทราบไว้ว่าโลกไม่ว่างเปล่า ยังมีสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีล |
| อยู่แล้วทรงอวยทาน ทรงศีล ทรงอุโบสถกรรมเถิด ฝ่ายท้าวสุกกะ |
| ประทับยืนอยู่ที่อากาศ ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะประทานโอวาทแก่ |
| ทวยนครว่า ต่อแต่นี้ไปสูเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรง |
| ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้หนีไปแล้ว จงกลับ |
| มา. จึงท่านทั้ง ๒ คือท้าวสักกะและพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังที่ |
| ของตน. พระราชาทรงตั้งอยู่โนเทวโอวาทของท้าวสักกะนั้น แล้วได้ |
| ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น. |
| พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม |
| ชาดกไว้ว่า. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว พระราชา |
| ได้แก่พระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. |
| จบ อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖ |