๒๐    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๒
เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต   จึงได้ตรัสคาถาที่  ๓  ว่า :-
                        ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง
              มีพื้นสกปรก   มีรูปร่างเศร้าหมอง  ร่ายมนต์อยู่
              ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์
              รู้โลกนี้แล้ว  จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ?
         บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ขราชินา  ได้แก่  ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์
ที่มีกีบเล็บ.   บทว่า   ปงฺกทนฺตา  ได้แก่   มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ   เพราะไม่
ได้สีฟัน.        บทว่า   ทุมุกฺขรูปา   ได้แก่  มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน  ไม่ได้ซัก
ไม่ได้ตกแต่ง  คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้.   มีอธิบายว่า
ได้แก่   มีรูปร่างมอมแมม.  บทว่า   เยเม   ชปนฺติ   ความว่า   ชฎิลเหล่านี้
ได้ร่ายมนต์อยู่.    บทว่า    มานุสิเก    ปโยเค    ความว่า   ดำรงอยู่แล้ว
ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน.  บทว่า   อิทํ  วิทู   ปริมุตฺตา   อปายา
ความว่า   ถามว่า     ฤษีเหล่านั้น    ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว
คือทำให้ปรากฏแล้ว   จะพ้นจากอบายทั้ง  ๔  ได้หรือไม่หนอ ?
         ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว   ได้ทูลคาถาที่  ๔  ว่า :-
                        ข้าแต่มหาราชเจ้า  ผู้ใดเป็นพหูสูต  คงแก่
              เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย
หน้า ๒๑