| เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :- |
| ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง |
| มีพื้นสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ |
| ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ |
| รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ? |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ |
| ที่มีกีบเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ |
| ได้สีฟัน. บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซัก |
| ไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่า |
| ได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม. บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฎิลเหล่านี้ |
| ได้ร่ายมนต์อยู่. บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้ว |
| ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน. บทว่า อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา |
| ความว่า ถามว่า ฤษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว |
| คือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ ? |
| ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :- |
| ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่ |
| เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย |