๒๑๓    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๑๕
               ก็ไม่เปื้อน   ผงธุลีก็ไม่เลอะ   น้ำก็ไม่เปียกมัน
           ฉันใด.   พระราชาผู้เช่นนั้น   ก็ฉันนั้น   กรรม
           กิเลสจะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์   ผู้มีพระราช
           วินิจฉัยสะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน  มีพระราชกิจ
           บริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือน
           ดอกบัวที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น.
         บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   โอทาตมูลํ  ได้แก่มีเง่าขาว.   คำว่า
อัมพุช   เป็นไวพจน์ของดอกบัวนั่นเอง.    บทว่า     อคฺคินิภาสิผาลิมํ
ความว่า   บานแล้ว   อธิบายว่า   แย้มบานแล้ว  เพราะพระอาทิตย์มีแสง
เหมือนแสงไฟ.   บทว่า   น  กทโม  น  รโช   น  วาริ   ลิปฺปติ   ความว่า
โคลนตม   ก็ไม่เปื้อน   ผงธุลีก็ไม่เลอะ   น้ำก็ไม่เปียก   อธิบายว่า    ไม่
เปรอะเปื้อน.   ปาฐะ  บาลีว่า   ลิมปติ  ก็มี.   อึกอย่างหนึ่ง  บทเหล่านั้น
เป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมายสัตมีวิภัติ. ความหมายก็ว่า ไม่แปดเปื้อน
คือไม่ผิดอยู่ในโคลนตมเป็นต้นเหล่านั้น.   บทว่า   โวหารสุจึ   ความว่า
ทรงเป็นผู้สะอาดในเพราะการทรงตัดสินคดีตามกฏหมาย     ที่พระราชา
ทั้งหลายผู้ทรงธรรมเก่าก่อนทรงตราไว้  อธิบายว่า  ผู้ทรงละการลุอำนาจ
อคติทำการวินิจฉัยโดยธรรม.     บทว่า   อสาหสํ    ความว่า  ชื่อว่าทรง
เว้นจากพระราชกิริยาที่หุนหันพลันแล่น      เพราะเหตุที่ทรงดำรงอยู่ใน
พระราชวินิจฉัยที่ชอบธรรมนั่นเอง.   บทว่า    วิสุทฺธกมฺมํ    ความว่า
หน้า ๒๑๔