๒๑๗    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๑๙
         ความพิสดารว่า      ในมหิฬามุขชาดกในหนหลัง.     แต่ครั้งนั้น
พระศาสดาตรัสว่า    ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น   แม้ในปางบรรพ์ภิกษุนั้น
ก็เป็นผู้ซ่องเสพฝ่ายที่ผิดเหมือนกัน    แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา
สาธก   ดังต่อไปนี้ :-
         ในอดีตกาล   เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร
พาราณสี   พระโพธิสัตว์เป็นสิงห์โตตัวผู้   อยู่กับสิงห์โตตัวเมีย     ได้ลูก
๒ ตัว   คือลูกตัวผู้  ๑  ตัว     ตัวเมีย  ๑  ตัว.    ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่า    มโนชะ.
มันเติบโตแล้ว     รับเอาลูกสิงห์โตตัวหนึ่งมาเป็นเมีย.      ดังนั้นสิงห์โต
เหล่านั้น   จึงมีรวมกัน  ๕ ตัว.     สิงห์โตมโนชะ    ได้ฆ่ากระบือเป็นต้น
ในป่า    นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย.     อยู่มาวันหนึ่งมันเห็น
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง  ชื่อคิริยะที่ถิ่นหากินเหยื่อหนีไม่ทัน   ได้นอนหมอบ
ลง   จึงถามว่า   สหายเอ๋ยอะไรกัน    เมื่อสุนัขจิ้งจอกบอกว่า   ข้าแต่นาย
ฉันประสงค์จะปรนนิบัตินาย       จึงรับมันไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่
ของตน.  พระโพธิสัตว์เห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว  แม้ห้ามอยู่ว่า  ลูกมโนชะ
เอ๋ย    ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย   ทุศีล   มีบาปธรรม    ประกอบสิ่งที่
ไม่ใช่กิจ   เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในสำนักของตน  ดังนี้    ก็ไม่อาจ
จะห้ามได้.  อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า  จึงพูดกะมโนชะ
ว่า    ข้าแต่นาย     ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า    ที่พวกเราไม่
เคยกินไม่มี  พวกเราจักตระครุบม้ากันเถอะ.   มโนชะถามว่า  ม้ามีที่ไหน
หน้า ๒๑๘