๒๑    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๓
              ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน  อาศัยเวทมนต์นั้น
              แต่ไม่ถึงจรณะ  ก็ไม่พ้นทุกข์.
         บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  กริตฺวา ได้แก่   กตฺวา  แปลว่าทำแล้ว
บทว่า   จรณํ   ได้แก่สมาบัติ  ๘  พร้อมด้วยศีล.   มีคำอธิบายไว้ว่า  ข้าแต่
มหาราชเจ้าผู้ใดสำคัญว่า      เราเป็นพหูสูต      แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่
ประพฤติสุจริต  ๓  อย่าง   ทำแต่บาปอย่างเดียว   ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรม
เหล่านั้นแล้ว   อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น   แต่ไม่บรรลุจรณะ   กล่าวคือ
ศีลและสมาบัติ   ก็คงไม่พ้นทุกข์   คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย.
         พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อม
ใสในดาบสทั้งหลาย    ลำดับนั้น   เสตเกตุดาบส   จึงคิดว่าพระราชานี้ได้
เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว.    แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความ
เลื่อมใสนั้น   เหมือนเอามีดฟัน   เราควรจะทูลกับพระราชานั้น.
         ท่านเมื่อทูลกับพระราชา  ได้ถวายพระพรคาถาที่  ๕  ว่า :-
                        คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น
              แต่ยังไม่ถึงจรณะ    ยังไม่พ้นทุกข์  อาตมภาพ
              เข้าใจว่า     พระเวททั้งหลาย     เป็นสิ่งที่ไร้ผล
              จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละ    เป็น
              ของจริง.
หน้า ๒๒