๒๙๑    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๙๓
           ปัญญาทั้งหลาย   เห็นผู้ขอมาแล้ว  ไม่ขึ้งเคียด
           เลย.   ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์   พระ-
           คุณเจ้าเป็นที่รักของโยม   พระคุณเจ้าต้องประ-
           สงค์อะไร   ที่ควรบอกขอพระคุณเจ้าจงบอก.
         บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  ยาจนชีวาโน  ได้แก่ผู้มีชีวิตอยู่ด้วย
การขอ.   อีกอย่างหนึ่ง  ปาฐะ  ก็เป็น  ยาจนชีวาโน  นี้เหมือนกัน.   มีคำ
อธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ  ผู้ใดประพฤติดำรงชีพด้วยการขอ
จะเป็นสมณะก็ตาม    เป็นพราหมณ์ก็ตาม   ขออะไร ๆ  ที่ควรขอในเวลา
ที่สมควรก็หาไม่     ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่นที่เป็นผู้ให้    คือยังเขาให้เสื่อมไป
จากบุญด้วย   ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขด้วย.          บทว่า   ปุญฺํ
ลเภติ   ความว่า.   แต่เมื่อขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ      ยังผู้อื่นให้
ได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่เป็นสุขด้วย   ด้วยบทว่า   น  เว  ทุสฺสนฺติ
พระราชาทรงแสดงว่า   พระคุณเจ้ากล่าวคำใดว่า     ขอความบาดหมางใจ
อย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย   เหตุไฉน   พระคุณเจ้าจึงกล่าวคำนั้น ?   เพราะ
ว่า   ผู้มีปัญญาทั้งหลาย  คือเหล่าบัณฑิตผู้รู้ทั้งทานและผลของทาน  เห็น
ยาจกผู้มาแล้ว  ไม่ขึ้งเคียด  คือไม่โกรธ   แต่เป็นผู้บันเทิงใจโดยแท้.   
อักษรในคำว่า     ยาจกมาคเต     ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ.
ความหมายก็คือ   ยาจเก    อาคเต   ยาจกผู้มาแล้ว.   บทว่า    พฺรหฺมจารี
ปิโย    เมสิ     ความว่า      ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ     ผู้ประพฤติ
หน้า ๒๙๒