๒๙๓    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๒๙๕
ผู้บวชเป็นฤาษี  ปฏิบัติเพื่อโพธิญาณก็ดี   แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา
ด้วย    เป็นผู้มีศีลด้วย     ท่านเหล่านั้น   เป็นผู้มีปัญญา   เห็นปานนี้    จะ
ไม่ขอว่า     ขอท่านทั้งหลายจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้     แก่อาตมภาพทั้งหลาย.
บทว่า  ธีโร   เวทิตุมรหติ   ความว่า  ส่วนธีรชน  คือบัณฑิตผู้อุปัฏฐาก
ควรรู้   คือทราบความต้องการทุกอย่างของท่านเอาเองทั้งในเวลาอาพาธ
และในเวลาไม่อาพาธ.    บทว่า   อุทฺทิสฺส   อริยา     ติฏฺ€นฺติ   ความว่า
ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย   มีความต้องการสิ่งใด  จะไม่เปล่งวาจาขอ  แต่
จะยืนอยู่เฉพาะ ณ ที่นั้น   ด้วยภิกขาจารวัตรอย่างเดียวเท่านั้น    คือไม่
ให้องค์คือกายและองค์คือวาจาไหว    เพราะว่า   เพื่อแสดงกายวิกาล   ทำ
เครื่องหมายให้รู้     ก็ชื่อว่า   ให้องค์คือกายไหว     เมื่อทำการเปล่งวาจา
ก็ชื่อว่า ให้องค์คือวาจาไหว  พระอริยเจ้าทั้งหลาย  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
จะไม่ทำทั้ง ๒ อย่างนั้นยืนอยู่เฉย ๆ.     บทว่า    เอสา  อริยาน  ยาจนา
ความว่า   การไม่ให้องค์คือวาจาไหว  ยืนอยู่เพื่อภิกษานี้   ชื่อว่า  เป็นการ
ขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.
         พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว   เมื่อตรัสว่า   ข้าแต่
พระคุณเจ้า  ถ้าหากว่า  อุปัฏฐากผู้มีปัญญา  รู้ด้วยตนเองแล้วไซร้   ก็จะ
ถวายสิ่งที่ควรถวายแก่กุลบุตร     ฝ่ายโยมก็จะถวายสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่าน
ทั้งหลาย   ดังนี้   จึงตรัสคาถาที่  ๗ ว่า :-
หน้า ๒๙๔