๒๙    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๓๑
อันตรธานไป.     บาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์       ก็ล่องลอยมาจากอากาศ
สวมที่สรีระของท่าน.   ทันใดนั้นนั่นเอง  ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘
สมบูรณ์ด้วยอิริยาบท    เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาร้อยพรรษา  เหาะ
ไปในอากาศด้วยฤทธิ์    ได้ไปยังเงื้อมนันทมูลกะในท้องถิ่นป่าหิมพานต์.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสวยราชสมบัติโดยธรรม.   แต่เพราะเป็นผู้มียศมาก
จึงทรงเป็นผู้มัวเมาด้วยยศ    ไม่ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร     เป็นเวลาถึง
๔๐ ปี.   แต่เมื่อเวลาเลย  ๔๐ ปี    ผ่านไปแล้ว   พระองค์ทรงรำลึกถึงเขา
แล้ว   จึงตรัสว่า   ฉันมีสหายอยู่คนหนึ่ง   ชื่อว่า   ทรีมุข   เขาอยู่ที่ไหน
หนอ ?   ดังนี้แล้ว    มีพระราชประสงค์จะพบพระสหายนั้น.    จำเดิมแต่
นั้นมา    พระองค์ก็ตรัสถามหา    ภายในเมืองบ้าง    ท่ามกลางบริษัทบ้าง
ว่า  ทรีมุขกุมาร   สหายของฉันอยู่ที่ไหน ?   ผู้ใดบอกที่อยู่ของเขาแก่ฉัน
ฉันจะให้ยศสูงแก่ผู้นั้น.    เมื่อพระองค์ทรงระลึกถึงเขาอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้
นั่นแหละ    ปีอื่น  ๆ    ได้ผ่านไปถึง  ๑๐ ปี.    โดยเวลาผ่านไปถึง ๕๐  ปี
แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า   ทรีมุข   ทรงรำลึกถึงอยู่   ก็ทรง
ทราบว่า  สหายรำลึกถึงเราอยู่แล  แล้วทรงดำริว่า   บัดนี้    พระโพธิสัตว์
นั้น  ทรงพระชรา  จำเริญด้วยพระโอรสพระธิดา   เราจักไปแสดงธรรม
ถวายให้พระองค์ทรงผนวช     ดังนี้แล้ว   จึงได้เสด็จมาทางอากาศ   ด้วย
ฤทธิ์   ลงที่พระราชอุทยาน  นั่งบนแผ่นศิลา  เหมือนพระพุทธรูปทองคำ
ก็ปานกัน.   เจ้าหน้าที่รักษาพระราชอุทยาน   เห็นท่านแล้ว   เข้าไปเฝ้า
ทูลถามว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ท่านมาจากที่ไหน  ?
หน้า ๓๐