| เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน |
| เรา. |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะความเป็นเอง |
| คือเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงพรรณนาสรรเสริญ |
| แล้ว. บทว่า อธมฺโม เม น รุจฺจติ ความว่า ธรรมดาอธรรมไม่ใช่ |
| สภาวะความเป็นเอง เราก็ไม่ชอบใจแต่ไหนแต่ไรมา. บทว่า น |
| ปาปมุปลิมฺปติ ความว่าเมื่อเรากล่าวสภาวะนั่นเองหรือเหตุนั่นแหละอยู่ |
| ขึ้นชื่อว่าบาปจะไม่ติดอยู่ในใจ. ธรรมดาการให้โอวาทนี้เป็นประเพณี |
| ของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้าและพระสาวกและโพธิสัตว์ทั้ง |
| หลาย. ถึงคนพาลจะไม่รับเอาโอวาทที่ท่านเหล่านั้นให้แล้ว แต่ผู้ให้ |
| โอวาทก็ไม่มีบาปเลย. เมื่อจะแสดงอีกจึงกล่าวคาถาว่า :- |
| ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดบำราบ |
| คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบ |
| บัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่น |
| นั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตัก |
| เตือน ควรพระสอนและควรห้ามเขาจากอสัต- |
| บุรุษ เพราะและเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ |
| ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ. |