| อย่าง ทรงดำรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วทรงสละชีวิตของตน |
| เหมือนข้าพระองค์ แล้วควรแสวงหา คือเสาะหาความสุขเท่านั้น แก่ |
| แว่นแคว้นทั้งสิ้น ยานพาหนะที่เทียมแล้วมีรถและเกวียนเป็นต้นที่ชื่อว่า |
| ยวดยานกำลังพล กล่าวคือพลเดินเท้า และแก่นิคม กล่าวคือนิคมและ |
| ชนบททั่วหน้ากันด้วยพระดำริว่า เราจักมีประโยชน์อะไรสำหรับท่าน |
| ราษฎรทั้งหลาย ปราศจากความหวาดกลัว หน้าร้อนเปิดประตูได้ ญาติ |
| และมิตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว ให้บุตรหลานชื่นใจ ลมเย็นโชยมา |
| รับประทานอาหารซึ่งเป็นของตนตามชอบใจ ควรเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วย |
| ความสุขกายสบายใจ. บทว่า ขตฺติเยน ปชานตา ความว่า ก็พระ- |
| ราชานี้ผู้ได้พระนามว่า กษัตริย์ เพราะทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกษตร คือ |
| เจ้าของที่นา ควรเป็นผู้ทรงปรีชา คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาญาณ |
| เกินคนที่เหลือ. |
| มหาสัตว์เมื่อตักเตือนและพร่ำสอนพระราชาอย่างนี้อยู่ก็ได้ถึงแก่ |
| กรรม. พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มา. แล้วตรัสว่าเธอทั้งหลายจงทำ |
| สรีรกิจของขุนกระบี่นี้ให้เหมือนสรีรกิจของพระราชา แม้ในฝ่ายใน อิตฺ- |
| ถาคารํปิ คือเรือนนางสนม ห้องพระมเหสี ก็ทรงบังคับว่า เธอทั้งหลาย |
| จงพากันนุ่งห่มผ้าแดง ยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมขุน- |
| กระบี่ไปป่าช้า. อำมาตย์ทั้งหลายตั้งเชิงตะกอนด้วยฟืนเท่าลำเกวียน เผา |
| ศพมหาสัตว์ ทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา. แล้วได้ถือกระ- |
| โหลกศีรษะไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงให้สร้างเจดีย์ไว้ที่ป่าช้า |