| พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกความที่ |
| พระองค์ทรงคิดอยู่ ด้วยกิเลสทั้งหลาย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :- |
| ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้ง |
| ยินดี ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมี |
| ชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัว |
| ได้ แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย. |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคธิโต ได้แก่ ถูกกายคันถะ คือ |
| อภิชฌาผูกมัดไว้. บทว่า รตฺโต ได้แก่ ถูกราคะย้อมใจแล้ว. บทว่า |
| อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ สลบไสลไปมากเหลือเกิน. บทว่า กาเมสฺวาหํ |
| ความว่า โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง ๒. พระราชาตรัสเรียก พระทรีมุข- |
| ปัจเจกพุทธเจ้าว่า พราหมณ์. บทว่า ภึสรูปํ ได้แก่ มีรูปมีพลัง. |
| บทว่า ตํ นุสฺสเห ความว่า โยมไม่อาจ คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒ |
| อย่างนั้นได้. ด้วยคำว่า ชีวิกตฺโก ปาหาตุํ พระราชาตรัสว่า โยมยัง |
| ต้องการความเป็นอยู่นี้ จึงไม่อาจละกามนั้นได้. บทว่า กาหามิ |
| ปุญฺานิ ความว่า แต่โยมจักทำบุญ คือทานศีลและอุโบสถกรรม |
| ไม่น้อย คือมาก ดังนี้. ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนี้ ไม่สามารถ |
| จะนำออกไปจากใจได้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว พระมหา- |
| บุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสอันใดเล่า แม้เมื่อพระปัจเจก- |
| พุทธเจ้า ตรัสถืงคุณของบรรพชาแล้ว ก็ยังตรัสว่า โยมไม่สามารถจะ |