๓๔    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๓๖
         พระราชา     ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว     เมื่อจะตรัสบอกความที่
พระองค์ทรงคิดอยู่   ด้วยกิเลสทั้งหลาย   จึงตรัสคาถาที่ ๒   ว่า :-
                        ดูก่อนพราหมณ์    โยมทั้งกำหนัด   ทั้ง
           ยินดี    ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย    ต้องการมี
           ชีวิตอยู่   ไม่อาจละกามนั้น   ที่มีรูปสะพึงกลัว
           ได้     แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย.
         บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  เคธิโต  ได้แก่   ถูกกายคันถะ   คือ
อภิชฌาผูกมัดไว้.    บทว่า   รตฺโต  ได้แก่   ถูกราคะย้อมใจแล้ว.   บทว่า
อธิมุจฺฉิโต  ได้แก่   สลบไสลไปมากเหลือเกิน.     บทว่า    กาเมสฺวาหํ
ความว่า   โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง  ๒.  พระราชาตรัสเรียก   พระทรีมุข-
ปัจเจกพุทธเจ้าว่า   พราหมณ์.    บทว่า    ภึสรูปํ    ได้แก่    มีรูปมีพลัง.
บทว่า   ตํ  นุสฺสเห   ความว่า   โยมไม่อาจ   คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒
อย่างนั้นได้.   ด้วยคำว่า   ชีวิกตฺโก    ปาหาตุํ    พระราชาตรัสว่า   โยมยัง
ต้องการความเป็นอยู่นี้      จึงไม่อาจละกามนั้นได้.      บทว่า      กาหามิ
ปุญฺานิ    ความว่า    แต่โยมจักทำบุญ    คือทานศีลและอุโบสถกรรม
ไม่น้อย  คือมาก  ดังนี้.  ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนี้  ไม่สามารถ
จะนำออกไปจากใจได้   เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว    พระมหา-
บุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว    เพราะกิเลสอันใดเล่า    แม้เมื่อพระปัจเจก-
พุทธเจ้า   ตรัสถืงคุณของบรรพชาแล้ว   ก็ยังตรัสว่า   โยมไม่สามารถจะ
หน้า ๓๕