| เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่. พระอริยเจ้า |
| เหล่าใดสำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว |
| เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ |
| หลับแล้ว ท่านเทวดา. เมื่อพระอริยเหล่า- |
| นั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ |
| แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่า |
| เป็นผู้ตื่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้ |
| อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้. |
| บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ ชาครตํ สุตฺโต ความว่า |
| ท่านชื่อว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ? ใน |
| ทุกบทก็มีนัยนี้. บทว่า เย ธมฺมํ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่รู้ชัด |
| โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง. บทว่า สญฺโมติ ทโมติ จ ความว่า |
| และไม่รู้ทั้งศีล ทั้งอินทรีย์สังวร ที่มาแล้วโดยมรรคอย่างนี้ว่า นี้สัญญมะ |
| นี้ทมะ. จริงอยู่อินทรีย์สังวรท่านเรียกว่า ทมะ เพราะข่มอินทรีย์ |
| ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไว้. บทว่า เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ความว่า |
| เมื่อสัตว์เหล่านั้นหลับแล้ว ด้วยอำนาจกิเลสข้าพเจ้าก็ตื่น ด้วยอำนาจ |
| แห่งความไม่ประมาท. คาถาว่า เยสํ ราโค จ เป็นต้น มีเนื้อความว่า |
| กิเลสเหล่านี้ คือราคะ กล่าวคือ ความโลภ ๑,๕๐๐ ที่ท่านแสดงไว้ |
| ด้วยสตบท โทสะที่มีอาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็นสมุฏฐาน และอวิชชา |