๔๒๘    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๔๓๐
จำเดิมแต่นั้นมา      เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์พากันร้องเพลงนั้น
โดยคิดว่า    เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด      คือเพลงพระราชนิพนธ์
และคนธรรพ์เป็นนักฟ้อนทั้งหลายเป็นต้น  ที่เหลือก็ดี  คนภายในเมือง
ก็ดี    คนที่อยู่ภายในพระนครทั้งหลายก็ดี   คนที่อยู่ภายนอกพระนครทั้ง
หลายก็ดี  พากันร้องเพลงนั้นเหมือนกัน  ที่ร้านเครื่องดื่มภัตตาคารบ้าง ที่
บริเวณชุมชนบ้าง    โดยคิดว่า     เป็นเพลงที่พระราชาของพวกเราทรง
โปรด. เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วอย่างนี้  พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์
จะทรงทราบเนื้อร้องของเพลงนั้น.  แต่ไม่กล้าทูลถามพระมหาสัตว์.  ต่อมา
วันหนึ่ง  พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่ง ของพระนาง
จึงตรัสว่า  น้องนางเอ๋ย  ฉันจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงรับพระพระนาง
จึงทูลว่า  ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม  หม่อมฉัน
ขอรับพระราชทานพระพร  บรรดาช้างม้าเป็นต้น  เราจะให้อะไรแก่เธอ
ข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท   ไม่มีอะไรที่หม่อมฉันไม่มี   เพราะอาศัย
เสด็จพี่   หม่อมฉันไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้น   ถ้าหากเสด็จพี่มีพระ-
ราชประสงค์จะพระราชทานพระพร  ขอจงตรัสบอกเนื้อเพลง  พระราช-
นิพนธ์  พระราชทานหม่อมฉันเถิด.     น้องนาง       เธอจะมีประโยชน์
อะไรด้วยพรนี้      เธอจงรับเอาพรอื่นเถิด.    ขอเดชะพระอาชญาไม่พ้น
เกล้า   หม่อมฉันไม่มีความต้องการอย่างอื่น   ต้องการเนื้อเพลงพระราช-
นิพนธ์อย่างเดียว.  น้องนาง     ดีแล้ว  เราจักบอกให้  แต่เราจะไม่บอก
แต่เธอคนเดียวในที่ลับ  จักให้ตีกลองป่าวร้องไปในนครพาราณสี  ประ-
หน้า ๔๒๙