| ที่พระราชาทรงสรงสนานเก็บผลไม้น้อยใหญ่อยู่. พระราชาทรงดำริว่า |
| เราจักอาบน้ำ แล้วทรงให้ทาสปรันตปะ ถือพระขรรค์และภูษาชุบสรง |
| แล้วได้เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำ. ทาสปรันตปะทูลพระองค์ผู้ทรงประสบความ |
| ประมาท ในเวลาทรงสรงสนานแม้ ณ ที่นั้นว่า ข้าพระองค์จักฆ่าละ |
| แล้วจับพระศอพระองค์เงื้อพระขรรค์ขึ้น. พระราชาทรงร้องเพราะทรง |
| กลัวความตาย. ปุโรหิตได้ยินเสียงนั้นแล้วมองดู เห็นทาสปรันตปะ |
| กำลังปลงพระชนม์พระราชาสะดุ้งกลัว จึงเขย่ากิ่งไม้แล้วลงจากต้นไม้ |
| เข้าไปนั่งที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง. ทาสปรันตปะได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ ของ |
| ปุโรหิตนั้นแล้วปลงพระชนม์พระราชา ฝังไว้ในพื้นดินแล้วพิจารณาดู |
| ว่า ได้มีเสียงเขย่ากิ่งไม้ในที่นี้ ใครหนออยู่ในที่นี้ ? ไม่เห็นใคร ๆ จึง |
| อาบน้ำแล้วไป. ในเวลาทาสปรันตปะไปแล้ว ปุโรหิตก็ออกจากที่นั่งไป |
| รู้ว่าพระราชาถูกสับพระสรีระออกเป็นท่อน ๆ แล้วฝั่งไว้ในหลุม จึงอาบ |
| น้ำแล้วปลอมเพศเป็นคนตาบอดแล้วได้ไปบรรณศาลา เพราะกลัวเขา |
| ฆ่าตน. ปรันตปะเห็นเขาแล้วพูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านได้ทำอะไร. |
| เขาทำเป็นเหมือนไม่รู้พูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์นัยน์ตาทั้ง ๒ |
| เสียจึงได้มาที่นี่ ข้าพระองค์ได้ยืนอยู่ที่ข้างจอมปลวกแห่งหนึ่งในป่าที่มี |
| อสรพิษชุกชุม อสรพิษตัวหนึ่งจักพ่นพิษใส่. ปรันตปะคิดว่า เขาไม่รู้ |
| จักเรา เขาจึงพูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ เราจักปลอบใจเขา แล้วได้ปลอบใจ |
| เขาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดอะไร เราจักปฏิบัติท่าน แล้วได้ |
| ให้ผลไม้น้อยใหญ่ ให้กินอิ่มหนำสำราญ. ต่อแต่นั้นมา ทาสปรันตปะก็ |