| ในกาลต่อมา พระราชกุมารได้ทรงเจริญวัยขึ้นมีพระชนมายุได้ |
| ๑๖ ชันษา. จึงพราหมณ์ได้ให้พระองค์ทรงจับปลายไม้เท้าจูงไปถึงท่า |
| อาบน้ำแล้ว ได้ลืมตาขึ้นมองดู. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ |
| ท่านเป็นคนตาบอดไม่ใช่หรือ ? เขาทูลว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตาบอด แต่ |
| ใช้อุบายนี้รักษาชีวิตไว้ แล้วทูลว่า ท่านรู้จักบิดาของท่านไหม ? เมื่อ |
| พระราชกุมารตรัสบอกว่า เรารู้คนคนนั้น เป็นบิดาของเรา จึงทูลว่า |
| คนคนนี้ไม่ใช่บิดาของท่าน แต่บิดาของท่านได้แก่พระเจ้าพาราณสี |
| คนคนนี้เป็นทาสของท่าน เขาปฏิบัติผิดในมารดาของท่านแล้ว ฆ่าบิดา |
| ของท่านแล้วฝังไว้ที่ตรงนี้ ดังนี้แล้วนำเอากระดูกมาให้ดู พระราชกุมาร |
| ได้ทรงเกิดความกริ้วขึ้นเป็นกำลัง. ลำดับนั้น เมื่อพระราชกุมารตรัสถาม |
| ปุโรหิตนั้นว่า บัดนี้ เราจะทำอย่างไร ? ปุโรหิตจึงทูลว่า สิ่งใดที่เขา |
| ทำแก่พระราชบิดาของพระองค์ที่ท่าน้ำนี้นั่นเอง พระองค์จงทรงกระทำ |
| สิ่งนั่นเถิด แล้วได้ทูลบอกความเป็นไปทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วได้ |
| ให้พระราชกุมารทรงศึกษา การตีกระบี่กระบองอยู่ ๒, ๓ วัน. อยู่มา |
| วันหนึ่ง พระราชกุมารทรงถือพระขรรค์กับพระภูษาชุบสรงแล้วกล่าวว่า |
| ไปอาบน้ำเถิดพ่อครับ. ปรันตปะตอบว่า ดีละ แล้วก็ไปกับพระราชกุมาร |
| นั้น. ต่อมาในเวลาเขาลงอาบน้ำ พระราชกุมารจึงใช้พระหัตถ์ขวาทรง |
| ถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายทรงจับมวยผมแล้วตรัสว่า ได้ทราบว่าเจ้าจับพระ- |
| จุฬาของเสด็จพ่อของฉันแล้วปลงพระชนม์ของพระองค์ผู้ทรงร้องอยู่ที่ท่า |
| น้ำนี้นั่นเอง ฝ่ายฉันก็จักทำเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน. เขากลัวภัยคือความ |
| ตาย โอดครวญไปพลางกล่าวคาถา ๒ คาถาไปพลางว่า :- |