๔๖๐    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๔๖๒
ตอนนี้ว่า  ก็เมื่อหญิงนั้น    กล่าวกะสามีว่า    ฉันไม่อาจอยู่ร่วมกับหญิง
กาลกรรณีเช่นนี้ได้  เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่  หรือจะให้ฉัน
อยู่   กุลบุตรนั้น   เชื่อถ้อยคำของหญิงนั้น   คิดว่า  เป็นความผิดของแม่
เราคนเดียวจึงกล่าวกะมารดาว่า     แม่    แม่ก่อการทะเลาะขึ้นในเรือนนี้
เป็นนิตย์   แม่จงออกจากเรือนนี้ไปอยู่ในที่อื่นตามชอบใจเถิด.    มารดา
พูดว่า ดีแล้ว ร้องไห้ออกจากบ้านไปอาศัยตระกูลที่เป็นเพื่อนกัน  ตระกูล
หนึ่งทำงานรับจ้างเขาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยความลำบาก.      ในเมื่อนางทำการ
ทะเลาะกับแม่ผัวในเรือนจนแม่ผัวออกจากบ้านไปแล้ว นางก็ได้ตั้งครรภ์.
นางบอกกับสามีและเที่ยวพูดกับชาวบ้านว่า    เมื่อหญิงกาลกรรณีนั้นอยู่
ในเรือน    ฉันไม่ได้ตั้งครรภ์    เดียวนี้ฉันได้มีครรภ์แล้ว.    ต่อมานาง
คลอดบุตรแล้วกล่าวกะสามีที่รักว่า  เมื่อมารดาของท่านอยู่ในเรือนฉันไม่
ได้บุตร เดี๋ยวนี้ฉันได้แล้ว ท่านจงรู้ว่ามารดาของท่านเป็นกาลกรรณีด้วย
เหตุนี้เถิด.  ฝ่ายหญิงผู้เป็นมารดาได้ข่าวว่า   เขาว่ากัน ว่า    หญิงสะใภ้ได้
บุตรในเวลาที่เราถูกไล่ออกจากบ้าน     นางจึงคิดว่าในโลกนี้  ธรรมคงจัก
สูญไปแน่แล้ว  ถ้าธรรมยังไม่สูญ  ผู้ที่โบยตีมารดาแล้วขับไล่ออกจากบ้าน
ไม่ควรได้บุตร ไม่ควรเป็นอยู่อย่างสบาย  เราจักถวายมตกภัตต์แก่ธรรม.
วันหนึ่ง  นางถืองา  แป้ง   ข้าวสาร   ถาดสำรับหนึ่ง   และทัพพีไปป่าช้า
ผีดิบเอาศีรษะมนุษย์สามศีรษะมาทำเตา        ก่อไฟขึ้นแล้วลงน้ำสระหัว
บ้วนปากเสร็จแล้วมาที่เตา  สยายผมแล้วเริ่มซาวข้าวสาร.
หน้า ๔๖๑