๕๕๔    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๕๕๖
         ได้ยินว่า    ในพระนครสาวัตถี    มีกุลบุตรคนหนึ่งฟังพระธรรม
เทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า ผู้อยู่ครองเรือนไม่อาจประพฤติพรหม-
จรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว      เราจักบวชในศาสนาที่นำสัตว์ออกจาก
ทุกข์  แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์  ดังนี้แล้วได้มอบสมบัติในเรือนให้แก่บุตร
และภรรยา   แล้วทูลขอบรรพชากะพระศาสดา.      แม้พระบรมศาสดาก็
รับสั่งให้บรรพชาแก่กุลบุตรนั้น   ครั้นบวชเป็นภิกษุแล้ว   ไปบิณฑบาต
กับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์  อาสนะในเรือนแห่งตระกูลก็ดี   ในโรงฉัน
ก็ดี  ไม่ถึงภิกษุนั้น  เพราะตนเป็นนวกะและมีภิกษุมากด้วยกัน.   ตั่งหรือ
แผ่นกระดานย่อมถึงในที่สุดท้ายพระสังฆนวกะ.  แม้อาหารที่จะพึงได้  ก็
ล้วนป่นเป็นแป้งและเป็นน้ำข้าวที่ติดอยู่ตามข้างกระบวยบ้าง  เป็นข้าวยาคู
บ้าง  ของเคี้ยวที่บูดที่แห้งบ้าง  เป็นข้าวตังข้าวตากบ้าง  ไม่พออิ่ม.   ภิกษุ
นั้นถือเอาอาหารที่ตนไว้แล้ว   ไปสำนักของภรรยาเก่า    ภรรยาเก่าไหว้
แล้วรับบาตรของภิกษุนั้น  เอาภัตตาหารออกจากบาตรทิ้งเสีย  แล้วถวาย
ข้าวยาคูภัตสูปพยัญชนะที่ตนตกแต่งไว้ดีแล้ว.    ภิกษุแก่นั้นติดรสอาหาร
ไม่สามารถจะละภรรยาเก่าได้.   ภรรยาเก่าคิดว่า  เราจักทดลองภิกษุแก่นี้
ว่า  จะติดรสอาหารหรือไม่.  อยู่มาวันหนึ่ง  นางได้ให้มนุษย์ชาวชนบท
อาบน้ำ    ทาดินสีพองนั่งอยู่ในเรือน    บังคับคนใช้อื่นอีก   ๒,  ๓  คน
ให้นำน้ำและข้าวมาให้มนุษย์ชนบทนั้นคนละนิดละหน่อย   แล้วก็พากัน
นั่งเคี้ยวกินอยู่.      นางได้ให้คนใช้ไปจับโคเข้าเทียมเกวียนไว้เล่มหนึ่งที่
ประตูเรือน   ส่วนตัวเองก็หลบไปนั่งทอดขนมอยู่ที่ห้องหลังเรือน  ลำดับ
หน้า ๕๕๕