๖๑๗    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๖๑๙
อารักขเทวดาก็ดี    ตลอดถึงพรหมโลกบรรดาที่เป็นปุถุชน    ได้แยกกัน
เป็นสองพวก  ได้เกิดโกลาหลไปถึงภพชั้นอกนิษฐ์
         ในอดีตกาล   ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคต   กราบทูลลัทธิ
ของพวกภิกษุผู้ยกโทษว่า   พระธรรมกถึกนี้     พวกเรายกโทษด้วยกรรม
อันเป็นธรรมทีเดียว     และลัทธิของพวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรม-
กถึกผู้ถูกยกโทษว่า    อาจารย์ของพวกเราถูกยกโทษด้วยกรรมอันไม่เป็น
ธรรม   และภาวะที่พวกภิกษุเหล่านั้น   แม้พวกภิกษุผู้ยกโทษห้ามอยู่ก็ยัง
เที่ยวตามแวดล้อมพระธรรมกถึกนั้น ให้พระศาสดาทรงทราบ  พระผู้มี-
พระภาคเจ้า   ทรงส่งภิกษุไปสองครั้งโดยมีพระพุทธดำรัสไปว่า  ขอสงฆ์
จงสามัคคีกันเถิด   ทรงทราบว่า  ภิกษุเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะสามัคคีกัน
พระเจ้าข้า  ในครั้งที่ ๓  ทรงทราบว่า  ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว   ภิกษุสงฆ์
แตกกันแล้ว   จึงเสด็จไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น  ตรัสโทษในการยก
โทษของพวกภิกษุผู้ยกโทษ    และในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอก
นี้แล้วเสด็จหลีกไป   พระศาสดาทรงบัญญัติวัตรในโรงภัตว่า    พึงนั่งใน
อาสนะที่มีอาสนะอื่นคั่นในระหว่าง    แก่ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำอุโบสถกรรม
เป็นต้นในสีมาเดียวกัน ณ โฆสิตารามนั่นแหละ  แล้วเกิดร้าวรานกันอีก
ในโรงภัตเป็นต้น    ได้ทรงสดับว่า  บัดนี้ภิกษุเหล่านั้นยังร้าวรานกันอยู่
จึงเสด็จไปตรัสเตือนว่า  อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย  อย่าร้าวรานกันเลย  ดังนี้
เป็นต้น    เมื่อพระธรรมวาทีรูปหนึ่ง    ซึ่งไม่ปรารถนาจะให้   พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงลำบากกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระองค์
หน้า ๖๑๘