๖๑๘    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๖๒๐
ผู้ธรรมสามีจงยับยั้ง    มีความขวนขวายน้อยอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมเถิด
พวกข้าพระองค์จักปรากฏด้วยการร้าวรานบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน  จึง
ตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เรื่องเคยมีมาแล้วในเมืองพาราณสีได้มี
พระราชาครองแคว้นกาสีมีพระนามว่า   พรหมทัต   ดังนี้    แล้วตรัสเรื่อง
ที่พระเจ้าพรหมทัตชิงราชสมบัติของพระเจ้าทีฆีติโกศล   จับพระเจ้าทีฆีติ
โกศลซึ่งปลอมพระองค์ซ่อนอยู่   ให้ปลงพระชนม์เสีย   และเรื่องที่ทีฆาวุ
กุมารถวายชีวิตแก่พระเจ้าพรหมทัต    แล้วสองกษัตริย์สามัคคีกันแต่นั้น
มา    ตรัสสอนว่า   ภิกษุทั้งหลาย  พระราชาผู้ทรงมีอาชญามีศัสตรา   ยัง
มีขันติโสรัจจะถึงเพียงนี้     พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เราตถาคตกล่าวดี
แล้วอย่างนี้   พึงมีขันติและโสรัจจะ  ข้อนี้จะเป็นความงามในธรรมวินัยนี้
แท้แล   ตรัสห้ามถึงสองครั้งสามครั้งว่า   อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย   อย่าร้าว
รานกันเลย   ทรงเห็นว่าไม่ลดละกันได้    จึงทรงดำริว่า    พวกโมฆบุรุษ
เหล่านี้  ถูกกิเลสหุ้มห่อ    ยากที่จะรู้สำนึก    จึงเสด็จหลีกไป     วันรุ่งขึ้น
พระองค์เสด็จกลับจากบิณฑบาต       ทรงพักในพระคันธกุฎีหน่อยหนึ่ง
ทรงเก็บเสนาสนะ    ทรงบาตรและจีวรของพระองค์    ประทับในอากาศ
ท่ามกลางสงฆ์    ตรัสพระคาถาทั้งหลายนี้ว่า :-
                        คนพาลมีเสียงอื้ออึงเหมือนกันหมด  แต่
           สักคนหนึ่งก็ไม่รู้สึกตนว่าเป็นคนพาล      เมื่อ
หน้า ๖๑๙