| ที่ใกล้แห่งมัจจุราช. บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ดูก่อน |
| ภิกษุทั้งหลาย ก็ชนเหล่านั้นเมื่อรู้อย่างนี้ ยังการทำไว้ในใจโดยอุบายอัน |
| แยบคายให้เกิดขึ้นแล้ว. ย่อมปฏิบัติเพื่อความเข้าไปสงบแห่งความหมาย |
| มั่นแห่งการทะเลาะกันได้. บทว่า อฏฺิจฺฉินฺนา ความว่า พระผู้มี |
| พระภาคเจ้า ตรัสพระคาถานี้ ทรงหมายถึงพระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุ- |
| กุมาร แม้ทั้งของพระองค์นั้นก็ยังกลับสามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอไม่ |
| ได้ตัดกระดูกของมารดาบิดา ไม่ได้ปลงชีวิตกัน ไม่ได้ชิงทรัพย์สมบัติ |
| กัน จึงไม่สามัคคีกันเล่า. |
| ข้อนี้มีพระบรมพุทธาธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้ทรง |
| ถืออาชญาสิทธิ์ยังสามัคคีกัน สมาคมกัน ทำสัมพันธไมตรีกันด้วยอาวาห |
| และวิวาหมงคล แล้วทรงดื่มและทรงเสวยร่วมกันได้ถึงเพียงนี้ พวกเธอ |
| บวชในศาสนาเห็นปานนี้ ย่อมไม่อาจเพื่อสลัดแม้สักว่าเวรของตนออก |
| ได้ อะไรเป็นภาวะแห่งภิกษุของพวกเธอเล่า. |
| พระคาถาว่า สเจ ลเภถ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า |
| ตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงคุณของสหายผู้เป็นบัณฑิต และโทษของสหายผู้ |
| เป็นคนพาล. บทว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ความว่า ควรชื่น |
| ชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายที่ปรากฏและอันตราย |
| ที่ปิดบังทั้งปวงได้. บทว่า ราชาว รฏฺํ วิชิตํ ความว่า พึงเที่ยวไป |
| ผู้เดียว เหมือนพระราชามหาชนกและอรินทมราชา ทรงสละแว่น |