๖๖๒    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๖๖๔
การจำรอยเท้าบนพื้นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์  บัณฑิตก่อน ๆ  จำรอยเท้าใน
อากาศได้   กุฎุมพีนั้นกราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว   จึงทรงนำเรื่อง
ในอดีตมาสาธก    ดังต่อไปนี้ :-
         ในอดีตกาล     เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ-
นครพาราณสี   พระอัครมเหสีของพระองค์ประพฤตินอกใจ   เมื่อพระ-
ราชาตรัสถามก็สบถสาบานว่า       ถ้าหม่อมฉันประพฤตินอกใจพระองค์
ขอให้หม่อมฉันเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า.    ต่อจากนั้นพระนางได้สิ้น
พระชนม์  เกิดเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า  ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งอยู่ในคูหา
จับมนุษย์ที่สัญจรไปมาในดงใหญ่        ในทางที่ไปจากตันดงถึงปลายดง
เคี้ยวกินเป็นอาหาร    ได้ยินว่านางยักษิณีนั้น   ไปบำเรอท้าวเวสวัณอยู่
๓  ปี  ได้รับพรให้เคี้ยวกินมนุษย์ได้ในที่ยาว ๓๐โยชน์ กว้าง  ๕ โยชน์.
         อยู่มาวันหนึ่ง  พราหมณ์รูปงามคนหนึ่ง  เป็นผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มาก
แวดล้อมไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก เดินมาทางนั้น นางยักษิณีเห็นดังนั้น
มีความยินดีจึงวิ่งไป   พวกมนุษย์ผู้เป็นบริวารพากันหนีไปหมด   นาง
ยักษิณีวิ่งเร็วอย่างลม  จับพราหมณ์ได้แล้วให้นอนบนหลังไปคูหา  เมื่อ
ได้ถูกต้องกับบุรุษเข้าก็เกิดสิเนหาในพราหมณ์นั้นด้วยกิเลส       จึงมิได้
เคี้ยวกินเขาเอาไว้เป็นสามีของตน  แล้วทั้ง ๒  ต่างก็อยู่ร่วมกันด้วยความ
สามัคคีตั้งแต่นั้นมา    นางยักษิณีก็เที่ยวจับมนุษย์ถือเอาผ้า  ข้าวสารและ
น้ำมันเป็นต้น     มาปรุงเป็นอาหารมีรสเลิศต่างๆ ให้สามี   ตนเองเคี้ยว
หน้า ๖๖๓