๗๗๕    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๗๗๗
           อยู่มาวันหนึ่ง    กัณหกุมารได้ตรวจตราเรือนคลังรัตนะทั้งหลาย
แล้วขึ้นนั่งท่ามกลางบัลลังก์   ให้นำบัญชีที่เป็นแผ่นทองมา    เห็นอักษร
ที่ญาติก่อน ๆ จดจารึกไว้ในแผ่นทองว่า    ทรัพย์เท่านี้   ญาติคนโน้นให้
เกิดขึ้น  ทรัพย์เท่านี้ญาติคนโน้นให้เกิดขึ้น   จึงคิดว่า ผู้ที่ทำทรัพย์นี้ให้
เกิดขึ้นไม่ปรากฏตายไปหมดแล้ว   ปรากฏอยู่แต่ทรัพย์อย่างเดียว  ผู้ที่ถือ
เอาทรัพย์นี้ไปด้วย     แม้คนหนึ่งก็มิได้มี   ความจริงไม่มีใครอาจขึ้นเอา
ห่อทรัพย์ติดไปปรโลกได้เลย    ทรัพย์เป็นของไม่มีสาระ    เพราะจะต้อง
สาธารณะด้วยภัย ๕ ประการ   คือ  ราชภัย  โจรภัย   อัคคีภัย    อุทกภัย
อัปปิยทายาทภัย.  การให้ทรัพย์เป็นทาน เป็นสาระ  ร่างกายไม่เป็นสาระ
เพราะจะต้องสาธารณะด้วยโรคมากมาย   คนทำความดีมีกราบไหว้ท่านผู้
มีศีลเป็นต้น   เป็นสาระ,   ชีวิตไม่เป็นสาระ   เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอน
การประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาด้วยสามารถไตรลักษณ์  เป็นสาระ
เพราะฉะนั้น    เราจักให้ทาน   เพื่อถือเอาสาระจากโภคะที่ไม่เป็นสาระ.
คิดดังนี้แล้ว   จึงลุกออกจากอาสนะไปเฝ้าพระราชา   แล้วถวายบังคมลา
พระราชามาบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่    เมื่อบำเพ็ญทานได้ ๗ วัน    เขา
เห็นทรัพย์มิได้หมดสิ้นไป   จึงคิดว่า   ประโยชน์อะไรด้วยทรัพย์สำหรับ
เรา    ขณะที่ยังไม่ถูกชราครอบงำนี้      เราจักบวชทำอภิญญาและสมาบัติ
ให้เกิด     แล้วจักมีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า  คิดดังนี้แล้วก็ให้เปิด
ประเรือนทุกประตู  ประกาศว่า  สิ่งของทั้งหมดเราได้ให้แล้ว   ผู้มีความ
ต้องการจงนำไปเถิด เขาเกลียดชังสมบัติเหมือนของโสโครก  ละวัตถุกาม
หน้า ๗๗๖