๗๗๘    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๗๘๐
         กัณหฤาษีได้ฟังคำของท้าวสักกะแล้ว พิจารณาดูด้วยทิพยจักษุว่า
ใครหนอมาพูดกับเรา   รู้ว่าเป็นท้าวสักกะ    จึงกล่าวคาถาที่ ๒   โดยไม่
แลดูเลยว่า :-
                        คนประกอบด้วยตบะไม่ชื่อว่าคนดำ  เพราะ
           คนที่มีแก่นในภายใน  ชื่อว่าเป็นพราหมณ์  บาป
           กรรมมีอยู่ในคนใด    คนนั้นแหละชื่อว่าเป็นคน
           ดำ  นะท้าวสุสชัมบดี.
         บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ตปสา   คือ   บุคคลไม่ชื่อว่า  เป็น
คนดำเพราะมีตบะ.   บทว่า   อนฺโตสาโร   ความว่า   เพราะว่าคนที่ประ-
กอบด้วยแก่นคือ  ศีล   สมาธิ   ปัญญา   วิมุตติ   วิมุตติญาณทัสสนะใน
ภายในเห็นปานนี้  ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว. บทว่า
ส  เว   ความว่า   ส่วนบาปกรรมมีอยู่ในคนใด  คนนั้นถึงจะเกิดในตระ-
กูลไหน ๆ ก็ตาม   ถึงจะประกอบด้วยสีแห่งสรีระอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม
ก็ชื่อว่า   เป็นคนดำทั้งนั้น.
         ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว     จึงจำแนกประเภทบาปกรรมที่
ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นคนดำโดยพิสดาร   ติเตียนบาปเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
สรรเสริญคุณมีศีลเป็นต้น   แสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ   ประดุจว่าให้ดวง-
จันทร์ตั้งขึ้นในอากาศ    ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของกัณหฤาษีแล้ว
หน้า ๗๗๙