๘๗    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๘๙
พื้นฐานของสิริอันยิ่งใหญ่  บทว่า  อุมฺมี  สมุทฺทสฺส  ยถาปิ    วณฺณํ
ส่องความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า       ลูกคลื่นที่ทยอยกันมาจะปรากฏแก่
คนที่มองดูสีของมหาสมุทร  เหมือนกะใหญ่โต  ฉันใด  ดิฉันก็ฉันนั้น
เป็นเสมือนใหญ่โตในเพราะคน ๆ นั้น.   บทว่า   อาวี   รโห   ความว่า
ทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง.   บทว่า   สงฺคหเมว    วตฺเต   ความว่า    เขาให้
สังคหธรรมทั้ง  ๔  อย่างนั่นแหละเป็นไป   คือเป็นไปคือทั่วถึงในบุคคล
นั้น  แยกประเภทเป็นมิตรเป็นต้น.  บทว่า   น  วชฺชา  ความว่า  ผู้ใด
ครั้งไร    คือในกาลไหนไม่พึงกล่าวคำหยาบ    คือเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ
เท่านั้น.  บทว่า   มตสฺส  ชีวสฺส   ความว่า   บุคคลนั้นตายแล้วก็ตาม
มีชีวิตอยู่ก็ตามดิฉันก็ภักดีต่อ.    สิริเทพธิดาแสดงว่า   ดิฉันคบหาคน
เช่นนั้นทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า.  บทว่า  เอเตส  โย  ความว่า  บุคคล
ใดประมาทคือลืมคุณความดีแม้อย่างเดียว  บรรดาคุณความดีเหล่านี้  คือ
คุณความดีที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังมีการครอบงำความหนาวได้เป็น
ต้น   อธิบายว่า   ไม่เพียรประกอบบ่อย ๆ ซึ่งคุณนั้น.  บทว่า  สิริ  มี
ปาฐะถึง  ๓  อย่าง  คือ   กนฺตา  สิรี,   กนฺตสิริ  และ  กนฺตํ   สิริ แปลว่า
สิริที่น่าใคร่.  ด้วยอำนาจปาฐะทั้ง  ๓  เหล่านั้น  มีการประกอบเนื้อความ
ดังต่อไปนี้   บุคคลใดได้สิริแล้ว   คิดว่า    สิริของเราที่น่าใคร่    ดำรงอยู่
แล้วตามฐานะ  ย่อมประมาทคือลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง  บรรดา
คุณความดีเหล่านี้.   อีกอย่างหนึ่ง   บุคคลใดปรารถนาสิริเหมือนคนที่มี
สิริที่น่าใคร่   ได้คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง   บรรดาคุณความดีเหล่านั้น
หน้า ๘๘