๙๗๑    ๕๙.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕    ๙๗๓
         กุมารเหล่านั้นรับว่าดีแล้ว   ครั้นเวลาเที่ยงคืนนั้น   ก็พากันถือ
เอาไถแล้วตอกหลักลงบนแผ่นดินที่ประตูเมืองทั้ง  ๔  ด้านยืนอยู่   ขณะ
นั้น  ยักษ์เพศลาก็ร้องขึ้น   นครเริ่มจะเลื่อนลอย   กุมารเหล่านั้นยืนอยู่
ที่ประตูเมื่อทั้ง  ๔  ด้าน   จับไถเหล็ก  ๔  คัน    เอาโซ่เหล็กผูกกับไถล่าม
ไว้กับหลักเหล็ก  นครก็ไม่อาจเขยื้อนขึ้นได้  ลำดับนั้นกุมาร ๑๐  พี่น้อง
ก็เข้านคร   ปลงพระชนม์พระราชาแล้วยึดราชสมบัติได้   กุมารเหล่านั้น
ได้ใช้จักรปลงพระชนม์พระราชาทั้งหมดในนคร ๖  หมื่น ๓  พันนคร
แล้วมารวมกันอยู่ที่กรุงทวาราวดี   แบ่งราชสมบัติเป็น  ๑๐  ส่วน   แต่หา
ทันนึกถึงอัญชนเทวีเชษฐภคินีไม่    ต่อมานึกขึ้นได้จึงปรึกษากันใหม่ว่า
จะแบ่งเป็น  ๑๑  ส่วน  อังกุรกุมารพูดขึ้นว่า  ท่านทั้งหลายจงให้ส่วนของ
เราแก่อัญชนเทวีเชษฐภคินีเถิด    เราจะทำการค้าขายเลียงชีพ    แต่ท่าน
ทั้งหลายต้องแบ่งส่วยในชนบทของตนให้แก่เราทุก ๆ คน พี่น้อง ๙ องค์
รับว่า  ดีแล้ว   ดังนี้แล้วมอบราชสมบัติส่วนของอังกุรกุมารให้แก่อัญชน-
เทวีเชษฐภคินี  ได้เป็นพระราชา  ๙ องค์กับเชษฐภคินี   อยู่ด้วยกัน   ใน
กรุงทวาราดี    ส่วนน้องกุรกุมารได้ทำการค้าขาย.
         เมื่อพระราชาพี่น้องเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรธิดาต่อ ๆ  มาอีกอย่างนี้
ครั้นกาลล่วงไปนาน     พระราชมารดาบิดาก็สิ้นพระชนม์ลง    ได้ยินว่า
อายุกาลของมนุษย์ในครั้งนั้นถึง  ๒๐,๐๐๐ ปี  ครั้งนั้น  พระปิโยรสองค์
๑   ของวาสุเทพมหาราชสิ้นพระชนม์       พระราชาทรงแต่เศร้าโศกละ
สรรพกิจเสีย  นอนกอดแคร่พระแท่นบ่นเพ้ออยู่  กาลนั้น   ฆตบัณฑิตคิด
หน้า ๙๗๒