| บรรดาคำเหล่านั้น จ อักษรในคำว่า สนฺโต จ พึงแปล |
| ควบเข้ากับบทแม้ทั้ง ๓ ดังนี้คือ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ จ, สนฺโต |
| วิหาราคโม จ, ปณีตาธิมุตฺตตา จ. (พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้) |
| คำว่า ทสฺสนํ - การเห็น ได้แก่ วิปัสสนาญาณ, ความเป็น |
| ใหญ่นั่นแหละ ชื่อว่า อาธิปเตยยะความเป็นแห่งความเป็นใหญ่, อีก |
| อย่างหนึ่ง เพราะบรรลุถึงโดยอธิปติ จึงชื่อว่า อาธิปเตยฺยํ - ความ |
| เป็นแห่งความเป็นใหญ่, ทัสนะคือวิปัสสนาญาณนั้นด้วย เป็น |
| อาธิปเตยยะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทัสนาธิปเตยยะ - วิปัสสนาญาณ |
| เป็นอธิปติ.๑ |
| ธรรมใดย่อมอยู่ ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า วิหาระ, หรือว่า |
| พระโยคีบุคคลย่อมอยู่ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ เป็น |
| เครื่องอยู่ของพระโยคีบุคคล, ธรรมใดอันพระโยคีบุคคลย่อมถึงทับ คือ |
| ย่อมบรรลุ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า อธิคมะ - ธรรมอันพระโยคีบุคคล |
| บรรลุ, วิหารธรรมนั่นแหละเป็นองค์คุณที่บรรลุ ฉะนั้น จึงชื่อว่า |
| วิหาราธิคมะ - วิหารธรรมที่บรรลุ. |
| ก็วิหาราธิคมนั้น เป็นนิพพุตะดับสนิทเพราะเว้นจากการเบียด |
| เบียนของกิเลส ฉะนั้น จึงชื่อว่า สันตะ - สงบ. ก็สันตะนั้นคือ |
| อรหัตผลสมาปัตติปัญญา. |
|