๑๐๐๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๐๑
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น    มีประมาณเพียงนี้.    แต่    พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย   ระลึกได้  ไม่มีกำหนด.
            อนึ่ง  เดียรถีย์ทั้งหลาย   ระลึกได้ลำดับขันธ์เท่านั้น   พ้นลำดับ
ไปแล้วไม่สามารถระลึกถึงจุติและปฏิสนธิได้.  เดียรถีย์เหล่านั้นระลึกได้
ไม่พ้นลำดับขันธ์   เหมือนคนตาบอดไม่ปล่อยไม้เท้าเดินไปฉะนั้น.
            สาวกธรรมดา    ระลึกได้แม้ตามลำดับขันธ์    ย่อมก้าวไปถึงจุติ
ปฏิสนธิ.  มหาสาวก  ๘๐  รูป  ก็อย่างนั้น.   ส่วน   อัครสาวกทั้งสอง
ไม่มีกิจต้องระลึกตามลำดับขันธ์       คือ      เห็นจุติของอัตภาพหนึ่งแล้ว
แล้วย่อมเห็นปฏิสนธิด้วย   ย่อมก้าวเลยไปถึงจุติและปฏิสนธิอย่างนี้  คือ
ครั้นเห็นจุติของคนอื่นอีก  ก็ย่อมเห็นปฏิสนธิด้วย.   พระปัจเจกพุทธ-
เจ้า   ก็เหมือนกัน.   ส่วน   พระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ไม่มีกิจต้องระลึก
ตามลำดับขันธ์  ไม่มีกิจต้องระลึกก้าวไปถึงจุติปฏิสนธิ  เพราะว่า  พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายทรงปรารถนาฐานะใด ๆ    ข้างล่าง  คือ    ล่วงแล้วก็ดี
ข้างบน   คือ  อนาคตก็ดี   ในโกฏิกัปไม่น้อยฐานะนั้นๆ  ย่อมปรากฏ
ได้ทีเดียว.   เพราะฉะนั้น  พระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ทรงย่อโกฏิกัปแม้ไม่
น้อย    แล้วปรารถนาฐานะใด  ๆ    ทรงก้าวเข้าไปในฐานะนั้น ๆ    ด้วย
สามารถแห่งการก้าวไปของพระพุทธเจ้าผู้สีหะ.    ญาณของพระพุทธเจ้า
เหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้    ไม่ติดขัดในชาติในระหว่าง ๆ   ย่อมถือเอาฐานะ
ที่ปรารถนาแล้ว ๆ.
            ก็บรรดาชนทั้ง   ๖  เหล่านี้ระลึกถึงชาติก่อนอยู่  การเห็นชาติ
ก่อนของพวกเดียรถีย์      ย่อมปรากฏเช่นกับแสงหิงห้อย.     ของสาวก
ธรรมดาเช่นกับแสงประทีป.   ของมหาสาวกเช่นกับแสงคบเพลิง. ของ
พระอัครสาวกเช่นกับรัศมีดาวประกายพรึก.      ของพระปัจเจกพุทธเจ้า
เช่นกับรัศมีพระจันทร์.   ของพระพุทธเจ้า   ย่อมปรากฏเช่นกับมณฑล
พระอาทิตย์ในสรทกาลประดับด้วยรัศมีพันดวง.
            การระลึกถึงชาติก่อนของเดียรถีย์       ดุจคนตาบอดเดินไปด้วย
ปลายไม้เท้า.   ของสาวกธรรมดา   ดุจเดินไปตามสะพานด้วยไม้เท้า.  ของ
พระมหาสาวก     ดุจเดินไปตามสะพานด้วยลำแข้ง.    ของพระอัครสาวก
ดุจเดินไปตามสะพานเกวียน.    ของพระปัจเจกพุทธเจ้า   ดุจเดินไปตาม
ทางด้วยกำลังแข้ง.    ของพระพุทธเจ้า    ดุจเดินไปตามทางเกวียนใหญ่.
ก็ในอธิการนี้       ท่านประสงค์เอาการระลึกถึงชาติก่อนของพระสาวก
ทั้งหลาย.
            เพราะฉะนั้น    ภิกษุผู้เป็นอาทิกรรมิกะประสงค์ระลึกถึงอย่างนี้
กลับจากบิณฑบาตฉันอาหารแล้ว   ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่   เข้าฌาน ๔
ตามลำดับ   ครั้นออกจากจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา    พิจารณา
ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยดังกล่าวแล้ว       ควรนั่งพิจารณาข้างหลังภิกษุทั้ง
หมด.   จากนั้นควรคำนึงถึงกิจที่ทำตลอดคืนวันทั้งสิ้นตามลำดับ    โดย
๑. ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูสารท คือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ