| ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ. |
| ภิกษุย่อมระลึกถึงชาติก่อน ด้วยสติอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น. |
| ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาตลงในอรรถแสดง |
| ถึงชนิดที่ปรารภแล้ว. พระสารีบุตรเถระ. เมื่อจะแสดงประเภทแห่ง |
| ชนิดของบุพเพนิวาสนั้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอกมฺปิ ชาตึ - ชาติ |
| หนึ่งบ้าง คือ ขันธสันดานอันเนื่องในภพหนึ่ง มีปฏิสนธิเป็นมูล มี |
| จุติเป็นปริโยสาน. ในบทมีอาทิว่า เทฺวปิ ชาติโย - สองชาติบ้าง มี |
| นัยนี้. |
| ในบทมีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฏฺกปฺเป - ตลอดสังวัฏฏกัปเป็น |
| อันมาก มีอธิบายดังต่อไปนี้. กัปเสื่อม ชื่อว่า สังวัฏฏกัป เพราะ |
| ในครั้งนั้นสัตว์ทั้งปวงประชุมกันในพรหมโลก. กัปเจริญ ชื่อว่า |
| วิวัฏฏกัป เพราะในครั้งนั้นสัตว์ทั้งหลายออกจากพรหมโลก เป็นอัน |
| ท่านถือเอาการตั้งอยู่ในสังวัฏฏะ ด้วยสังวัฏฏะ และการตั้งอยู่ใน |
| วิวัฏฏะ ด้วยวิวัฏฏะ ในพรหมโลกนั้น เพราะมีพรหมโลกนั้นเป็นมูล. |
| จริงอยู่. เมื่อเป็นอย่างนี้ ย่อมเป็นอันท่านกำหนดอสงไขย ๔ ดังที่ |
| พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า |
| ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปหนึ่งมี ๔ อสงไขย |
| ๔ อสงไขย เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน |
| กาลใด กัปเสื่อม. ตลอดกาลนั้นไม่ง่ายเพื่อจะนับ. |