๑๐๐๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๐๙
           พวกมนุษย์และภุมมเทวดาโดยมาก    ครั้นสดับคำของกามาวจร
เทพเหล่านั้น    แล้วพากันเกิดสังเวช    มีจิตอ่อนต่อกันและกัน    ทำบุญ
มีเมตตาเป็นต้น   แล้วไปบังเกิดในเทวโลก.   ณ  เทวโลกนั้น   ทวยเทพ
บริโภคอาหารทิพย์   ทำบริกรรมในวาโยกสิณแล้วได้ฌาน.   ส่วนมนุษย์
พวกอื่นบังเกิดในเทวโลก  ด้วยอปราปริยเวทนียกรรม  - กรรมให้ผลใน
ภพต่อ ๆ  ไป.   สัตว์  ชื่อว่า   ท่องเที่ยวไปในสงสาร   เว้นอปราปริยเวท-
นียกรรมไม่มี.   แม้สัตว์เหล่านั้นก็ย่อมได้ฌานอย่างนั้นในภพนั้น.  สัตว์
ทั้งปวงย่อมบังเกิดในพรหมโลก      ด้วยอำนาจฌานที่ได้แล้วในเทวโลก
อย่างนี้    ด้วยประการฉะนี้.
           โดยกาลยาวนานขึ้นไปโดยการกำหนดปี    พระอาทิตย์ดวงที่สอง
ย่อมปรากฏ.      เมื่อพระอาทิตย์นั้นปรากฏการกำหนดคืนวันไม่ปรากฏ.
พระอาทิตย์ดวงหนึ่งขึ้น.    ดวงหนึ่งตก.    โลกไม่ขาดความร้อนจากดวง
อาทิตย์.  ในพระอาทิตย์ที่ยังกัปให้พินาศไม่มีสุริยเทพบุตร.   เหมือนใน
พระอาทิตย์ปกติ   เมื่อพระอาทิตย์ปกติยังเป็นไปอยู่วลาหกบ้าง  เปลวไฟ
บ้าง    ย่อมไปในอากาศ.      เมื่อพระอาทิตย์ยังกัปให้พินาศกำลังเป็นไป
ท้องฟ้าปราศจากควันและวลาหก  ดุจบานกระจกไม่มีฝ้า    ฉะนั้น.   น้ำ
ในลำธารเป็นต้นแห้ง    เว้นมหานทีทั้ง   ๕    จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน
พระอาทิตย์ดวงที่ ๓   ปรากฏ.    เพราะอาทิตย์ดวงที่  ๓  นั้น    ปรากฏ
แม้มหานทีก็แห้ง.   จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน    พระอาทิตย์ดวงที่ ๔
ปรากฏ.   เพราะพระอาทิตย์ดวงที่  ๔  ปรากฏ   มหาสระ ๗ เหล่านี้   คือ
สีหปาตนะ ๑  หังสปาตนะ     กัณณมุณฑกะ ๑  รถการทหะ  ๑  อโน-
ตัตตทหะ ๑   ฉัททันตทหะ ๑   กุณาลวาหะ ๑   แห้ง    เพราะเป็นแหล่ง
เกิดมหานทีในป่าหิมพานต์.   จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน   พระอาทิตย์
ดวงที่ ๕  ปรากฏ.   เพราะพระอาทิตย์ดวงที่  ๕ นั้นปรากฏ   น้ำแม้เพียง
เปียกข้อนิ้วมือ   ก็ไม่เหลืออยู่ในมหาสมุทรโดยลำดับ.   จากนั้นโดยล่วง
กาลยาวนาน    พระอาทิตย์ดวงที่  ๖    ปรากฏ.    เพราะพระอาทิตย์ดวง
ที่  ๖  นั้นปรากฏ  จักรวาลทั้งสิ้นมีควันพวยพุ่งเป็นอันเดียวกัน  ติดแน่น
ไปด้วยควัน.   แม้แสนโกฏิจักรวาลก็เหมือนอย่างจักรวาลนั้น.   จากนั้น
โดยล่วงกาลยาวนาน   พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ.   เพราะพระอาทิตย์
ดวงที่ ๗ นั้นปรากฏ     จักรวาลทั้งสิ้นพร้อมด้วยแสนโกฏิจักรวาล   ก็มี
เปลวไฟโชติช่วงเป็นอันเดียวกัน.   แม้ยอดภูเขาสิเนรุสูงประมาณ  ๑๐๐
โยชน์  ก็ทำลายหายไปในอากาศนั่นเอง.  เปลวไฟนั้นลุกโพงลงจดสวรรค์
ชั้นจาตุมมหาราชิกา.  เปลวไฟเผากนกวิมาน  รัตนวิมาน   และมณีวิมาน
จดดาวดึงสพิภพ.     โดยอุบายนี้แหละ    เปลวไฟจดจนถึงปฐมฌานภูมิ.
ไหม้พรหมโลกทั้ง  ๓  จดอาภัสสรพรหมตั้งอยู่.    เปลวไฟนั้นยังไม่ดับ
ตราบเท่าสังขารแม้เพียงอณูหนึ่งยังมีอยู่.        แต่เพราะสิ้นสังขารทั้งปวง
แม้เถ้าก็ไม่ให้เหลือเปลวไฟจึงดับ          ดุจเปลวไฟเผาเนยใสและน้ำมัน