๑๐๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๓
            เพราะอรรถว่าสูงสุดและเพราะอรรถว่าไม่ทำให้เร่าร้อน   จึงชื่อ
ว่า    ปณีตะ,   อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  ปณีตะ - เพราะนำไปสู่ความเป็น
ประธาน,   การมีใจน้อมไป   คือมีจิตส่งไปแล้วในปณีตะมีผลสมาบัตินั้น
เป็นอย่างยิ่ง  ชื่อว่า   ปณีตาธิมุตตะ - น้อมใจไปในผลสมาบัติ,   ความ
เป็นแห่งการน้อมใจไปในผลสมาบัตินั้น  ชื่อว่า  ปณีตาธิมุตตตา - ความ
น้อมใจไปในผลสมาบัติอันประณีต.   ก็ปณีตาธิมุตตตานั้น  เป็นบุรพภาค
ปัญญามีอันน้อมใจไปในผลสมาบัติแล.
            คำว่า    อรณวิหาเร - ในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก
ได้แก่    วิหารธรรมมีกิเลสไปปราศแล้ว.     จริงอยู่กิเลสทั้งหลายมีราคะ
เป็นต้น   ย่อมรุกราน  บดขยี้  เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย  ฉะนั้น  ราคาทิ-
กิเลสนั้น   จึงชื่อว่า   รณา   ผู้เบียดเบียน,   อีกอย่างหนึ่ง   สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมร้องไห้คร่ำครวญร่ำไรด้วยราคาที่กิเลสเหล่านั้น   ฉะนั้น     ราคาทิ-
กิเลสเหล่านั้น  จึงชื่อว่า  รณา - กิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญ,
วิหารธรรมแม้ทั้ง ๓ อย่าง ท่านได้กล่าวไว้แล้ว,  รณะคือกิเลสเป็นเหตุให้
สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญไม่มีแก่ธรรมนี้   ฉะนั้น  ธรรมนี้    จึงชื่อว่า  อรณะ,
พระอริยบุคคลย่อมนำธรรมอันเป็นข้าศึกออกได้ด้วยธรรมนั้น   ฉะนั้น
ธรรมนั้น   จึงชื่อว่า   วิหาระ   นำธรรมที่เป็นข้าศึกออก.   อรณธรรม
นั้น   ก็ชื่อว่าวิหารธรรม.
            ในนิทเทสวาระ    ปฐมฌานเป็นต้น   ท่านสงเคราะห์ไว้ในปณีตา-
ธิมุตตตาเหมือนกัน.    ก็เพราะประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ    จึงเข้าฌานมี
ปฐมฌานเป็นต้นออกแล้ว    เห็นแจ้งธรรมที่สัมปยุตกับฌาน,     ก็อรณ-
ปฏิปทาอันใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในอรณวิภังคสูตร,
อรณปฏิปทาแม้นั้น   ก็พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วยข้อนี้แล.
            จริงอย่างนั้น   ในอรณวิภังคสูตรนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า
                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       เราจะแสดงธรรม
            ชื่ออรณวิภังค์แต่เธอทั้งหลายว่า...ไม่พึงประกอบ
            เนือง ๆ   ซึ่งสุขอาศัยกาม   อันเลว   เป็นของชาว
            บ้าน   เป็นของปุถุชน   ไม่ใช่ของพระอริยะ     ไม่
            ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่พึงประกอบเนือง ๆ
            ซึ่งความเพียรเครื่องประกอบตนให้ลำบาก   อันเป็น
            ทุกข์     ไม่ใช่ของพระอริยะ      ไม่ประกอบด้วย
            ประโยชน์    ความปฏิบัติปานกลาง   ไม่เข้าใกล้ที่
           สุด ๒ อย่างนี้นั้น    อันตถาคตรู้พร้อมด้วยปัญญา
            ยิ่งแล้ว   เป็นข้อปฏิบัติทำให้มีจักษุ   ทำให้มีญาณ
            เป็นไป  เพื่อเข้าไปสงบ  เพื่อความรู้ยิ่ง  เพื่อความ
๑. ขุ.ป. ๓๑/๒๑๖. ๒. ม.อุ. ๑๔/๖๕๔.