๑๐๒๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๒๕
            บทว่า  อปริโยนทฺเธน - ไม่มีอะไรหุ้มห่อ คือ ไม่หุ้มโดยรอบ.
            บทว่า   สปฺปภาสํ   จิตฺตํ   ภาเวติ    คือ  เจริญจิตให้มีแสงสว่าง
ด้วยบทนี้     ท่านกล่าวถึงจิตมีแสงสว่างด้วยการบริกรรมเป็นอารมณ์ของ
ทิพจักษุ.     หรือท่านกล่าวหมายถึงจตุตถฌานมีอาโลกกสิณเป็นอารมณ์.
เมื่อภิกษุนั้นเจริญอย่างนี้  จิตมีแสงสว่างปราศจากความมืดปิดกั้น.   กุล-
บุตรผู้เป็นอาทิกรรมิกะใคร่เพื่อยังทิพจักษุให้เกิด   ทำอภิญญามีฌานเป็น
บาท    มีกสิณเป็นอารมณ์โดยทำนองเดียวกันกับบาลีนี้นั่นแหละ   ให้
เป็นการควรแก่อภินิหารโดยอาการทั้งปวง.        แล้วพึงทำกสิณอย่างใด
อย่างหนึ่งในกสิณ ๓ อย่างเหล่านี้   คือ  เตโชกสิณ ๑    โอทาตกสิณ ๑
อาโลกกสิณ ๑ ให้ใกล้ไว้.  พึงทำอุปจารฌานให้เป็นอารมณ์แล้วกำหนด
ให้เจริญไว้.       อธิบายว่า     ไม่ควรให้อัปปนาเกิดในอุปจารฌานนั้น.
เพราะหากว่าให้อัปปนาเกิด      ย่อมเป็นนิสัยแห่งฌานเป็นบาทมิใช่นิสัย
แห่งบริกรรม.
            ในกสิณ  ๓ อย่างเหล่านี้      อาโลกกสิณนั่นแหละประเสริฐกว่า.
ท่านกล่าวกสิณ ๒ อย่างนอกนั้นด้วยอนุโลมอาโลกกสิณนั่นเอง. เพราะ
ฉะนั้น      ควรทำอาโลกกสิณให้เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งของกสิณ
นอกนั้นแล้วยังฌาน ๔ ให้เกิด ตั้งอยู่ในอุปจารภูมิอีกแล้วพึงเจริญกสิณ.
พึงเห็นรูปภายในของที่ที่เจริญแล้ว ๆ.       เมื่อภิกษุนั้นเห็นรูปไม่ทำการ
แผ่ไปแห่งแสงสว่างด้วยจิตบริกรรม  ด้วยความขวนขวายนั้น  วาระแห่ง
บริกรรมย่อมพ้นไป.    แต่นั้นแสงสว่างก็หายไป.    เมื่อแสงสว่างหายไป
แม้รูปก็ไม่ปรากฏ.
            เมื่อเป็นเช่นนั้นภิกษุนั้นควรเข้าฌานเป็นบาทบ่อย ๆ   ครั้นออก
จากฌานนั้นควรแผ่แสงสว่างไป    ตามลำดับอย่างนี้แสงสว่างย่อมมีกำลัง
มาก     ด้วยประการฉะนี้.       แสงสว่างจะตกอยู่ในฐานะที่กำหนดไว้ว่า
แสงสว่างจะมีในที่นี้ดังนี้.    การเห็นรูปย่อมมีแก่ภิกษุผู้นั่งดูแม้ตลอดวัน.
เมื่อใดรูปนี้    คือ  รูปที่ไม่ไปสู่คลองแห่งจักษุ    รูปอยู่ภายในท้อง    รูป
อาศัยหทยวัตถุ     รูปอาศัยภายใต้พื้นดิน     รูปที่อยู่นอกฝา  ภูเขา  และ
กำแพง   รูปที่อยู่ในจักรวาลอื่น    ย่อมมาสู่คลองแห่งญาณจักษุของภิกษุ
นั้น   ดุจเห็นด้วยมังสจักษุ.    เมื่อนั้นทิพจักษุย่อมเกิด.    ทิพจักษุนั้น
สามารถเห็นรูปในที่นี้ได้.   มิใช่จิตส่วนเบื้องต้น.
            ในบทมีอธิบายดังต่อไปนี้         ลำดับการเกิดของทิพจักษุทำรูปมี
ประการดังกล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์เกิดในมโนทวาราวัชชนะ   เมื่อมโน-
ทวาราวัชชนะดับ   ทำรูปนั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์   พึงทราบตามนัย
ดังกล่าวแล้วว่า   ชวนจิต  ๔  หรือ  ๕  ครั้ง   ย่อมเกิด.
            อนึ่ง   ญาณนี้ท่านกล่าวว่า   จุตูปปาตญาณของสัตว์ทั้งหลายบ้าง
ทิพจักขุญาณบ้าง.    ญานนั้นเป็นอันตรายแก่ปุถุชน.    เพราะปุถุชนนั้น
อธิฏฐานว่าแสงสว่างจงมีในทุกที่.     ญาณนั้น ๆ ก็จะทะลุไปในแผ่นดิน
สมุทรและภูเขา     เกิดเป็นแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.     เมื่อเป็นดังนั้น