| แล้วญาณมีกรรมนั้นเป็นอารมณ์เกิดแก่ภิกษุนั้นว่า เพราะทำกรรมนี |
| นี้ชื่อว่ายถากัมมูปคญาณ. การบริกรรมต่างออกไปจากนี้ไม่มีแก่ภิกษุนี้. |
| แม้อนาคตังสญาณก็เหมือนญาณนี้. จริงอยู่ ญาณเหล่านี้มีทิพจักขุญาณ |
| เป็นบาท ย่อมสำเร็จพร้อมด้วยทิพจักษุนั่นเอง. |
| บทว่า อิเม ในบทมีอาทิว่า อิเม วต โภนฺโต เป็นบท |
| ขยายความของผู้เห็นด้วยทิพจักษุ. |
| บทว่า วต เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งความรำพึงถึง |
| บทว่า โภนฺโต คือ ผู้เจริญทั้งหลาย. ชื่อว่าทุจริต เพราะ |
| ประพฤติด้วยความชั่ว. หรือประพฤติความชั่ว เพราะเน่าด้วยกิเลส. |
| ชื่อว่ากายทุจริต เพราะประพฤติชั่วทางกาย. หรือความประพฤติชั่วเกิด |
| ขึ้นทางกาย. แม้ในบทนอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. |
| |
| บทว่า สมนฺนาคตา - ประกอบแล้ว คือ มีความพร้อมแล้ว. |
| บทว่า อริยานํ อุปวาทกา - ติเตียนพระอริยเจ้า คือ เป็นผู้ |
| ใคร่ความพินาศแก่พระอริยเจ้า ผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า |
| และพระสาวกโดยที่สุด แม้แกคฤหัสถ์ผู้เป็นโสดาบัน ติเตียนด้วยอัน- |
| ติมวัตถุ หรือด้วยการกำจัดคุณ. อธิบายว่า ด่า ติเตียน. กล่าวว่า |
| สมณธรรมไม่มีแก่ท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้มิใช่สมณะ. พึงทราบว่า |
| ชื่อว่าติเตียนด้วยอันติมวัตถุ. กล่าวคำมีอาทิว่า ฌาน วิโมกข์ มรรค |