๑๐๓๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๓๑
หรือผล  ไม่มีแก่ท่านเหล่านี้      พึงทราบว่า   ชื่อว่าติเตียนด้วยการกำจัด
คุณ.     แต่ผู้นั้นรู้หรือไม่รู้พึงติเตียน.     แม้ทั้งสองอย่าง   ชื่อว่าเป็นอัน
ติเตียนพระอริยเจ้า.   กรรมหนักห้ามสวรรค์และห้ามมรรคเช่นเดียวกับ
อนันตริยกรรม    แต่เป็นสเตกิจฉา  คือ   พอเยียวยาได้.   เพราะฉะนั้น
ผู้ใดติเตียนพระอริยเจ้า.   หากพระอริยเจ้าเป็นผู้ใหญ่กว่าตน   ควรไปหา
พระอริยเจ้านั้นนั่งกระโหย่งขอขมาว่า    กระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ  กะท่าน
ขอท่านได้โปรดอดโทษให้แก่กระผมเถิด.
            หากพระอริยเจ้าอ่อนกว่า   ควรนั่งกระโหย่งประคองอัญชลี   ขอ
ให้ยกโทษว่า  ท่านขอรับกระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ  กะท่าน  ขอท่านได้โปรด
อดโทษให้แก่ผมเถิด.
            หากพระอริยเจ้าหลีกไปในทิศ.    ควรไปเองหรือส่งสัทธิวิหาริก
เป็นต้น   ไปขอให้ท่านอดโทษ.
            หากไม่สามารถไปได้หรือไม่สามารถส่งไปได้      ควรไปหาภิกษุ
ทั้งหลายที่อยู่ในวิหารนั้น.
            หากภิกษุทั้งหลายอ่อนกว่า ควรนั่งกระโหย่ง.   หากแก่กว่า ควร
ปฏิบัติโดยนัยดังกล่าวแล้วในพระอริยเจ้าผู้ใหญ่นั่นแหละ.    แล้วกล่าวว่า
ท่านขอรับกระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ  กะพระคุณเจ้าชื่อโน้น.   ขอพระคุณเจ้า
โน้นจงอดโทษให้แก่กระผมเถิด. แม้เมื่อไม่ขอขมาต่อหน้าก็ควรทำเช่น
นี้แหละ.
            หากภิกษุเที่ยวไปรูปเดียว   ที่นั้นมิใช่ที่อยู่ของภิกษุนั้น.   ที่ไปก็
ไม่ปรากฏ.     ควรไปหาภิกษุผู้ฉลาดรูปหนึ่งแล้วกล่าวว่า     ท่านขอรับ
กระผมได้กล่าวคำนี้  ๆ  กะพระคุณเจ้าชื่อโน้น.    เมื่อกระผมนึกถึงคำนั้น
จึงมีความร้อนใจ   กระผมจะทำอย่างไรดี.    ภิกษุรูปนั้นจักกล่าวว่า   อย่า
คิดมากไปเลยคุณ.   พระเถระอดโทษให้คุณแล้ว   จงสงบใจเสียเถิด.
            แม้ด้วยเหตุนั้น   ก็ควรประคองอัญชลีไปทางทิศที่พระอริยเจ้าไป
แล้วกล่าวว่า  ขอได้โปรดอดโทษเถิด.   ผิว่า  พระอริยเจ้านั้นปรินิพพาน
เสียแล้ว.   ควรไปยังเตียงที่ปรินิพพาน        แล้วไปยังป่าช้าขอให้อดโทษให้.
เมื่อทำอย่างนี้ไม่ห้ามสวรรค์.   ไม่ห้ามมรรค.   เป็นไปตามปกติ.
            บทว่า   มิจฺฉาทิฏฺ€ิกา   ได้แก่   มีความเห็นวิปริต.
            บทว่า   มิจฺฉาทิฏฺ€ิกมฺมสมาทานา - ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ
มิจฉาทิฏฐิ  คือ   ผู้ที่ชักชวนแม้ผู้อื่นในกายกรรมเป็นต้น   มีมิจฉาทิฏฐิ
เป็นมูล   ชื่อว่าเป็นอันยึดถือกรรมมีอย่างต่าง ๆ   ด้วยอำนาจแห่งมิจฉา-
ทิฏฐิ.
            อนึ่ง  การกล่าวบททั้งสองนี้  ในการติเตียนพระอริยเจ้าด้วยศัพท์
ว่า   วจีทุจริต      และในมิจฉาทิฏฐิ     แม้ที่ท่านสงเคราะห์ด้วยศัพท์ว่า