๑๐๔๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๔๑
            ชื่อว่าญาณ    เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น    ชื่อว่าปัญญา    เพราะ
อรรถว่ารู้ชัด  เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า  ปัญญาในความเป็นผู้มีความ
ชำนาญ  ในอินทรีย์ ๓ ประการ   โดยอาการ ๖๔  เป็นอาสวักขยญาณ.
๕๕.  อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส
            [๒๕๘ - ๒๖๓]  พึงทราบวินิจฉัยในอาสวักขยญาณนิทเทสดังต่อ
ไปนี้.   บทมีอาทิว่า  อนญฺาตญฺสฺสามีตินฺทฺริยํ  มีอรรถดังได้กล่าว
แล้ว.
            บทว่า    กติ   €านานิ   คจฺฉติ - ย่อมถึงฐานะเท่าไร   เป็นคำถาม
เพื่อกำหนดฐานะที่เกิดของอินทรีย์หนึ่ง ๆ.
           บทว่า   เอกํ  €านํ   คจิฉติ - ย่อมถึงฐานะ ๑   ท่านอธิบายว่า
ย่อมเกิดในฐานะ ๑.    ฐานะโอกาสที่เกิด    ท่านกล่าวว่า  ฐานะ  เพราะ
มีที่ตั้ง
           บทว่า   ฉ   €านานิ - ฐานะ ๖   คือ   ในขณะมรรคและผล  ๖.
ในอินทรีย์ ๓  มีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นต้นแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย
เพื่อแสดงว่า  อินทรีย์หนึ่ง ๆ    เป็นอินทรีย์ยิ่ง.    ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิ
ว่า  สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ   โหติ - มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ
เชื่อเป็นบริวาร.       ท่านกล่าวอธิโมกข์เป็นต้น       ด้วยสามารถกิจแห่ง
สัทธินทรีย์เป็นต้น ในบทมีอาทิว่า  สทฺธินฺทฺริยสฺส  อธิโมกฺขฏฺโ€-
มีอรรถว่าน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์  ฉันใด.  แม้ในที่นี้ก็ฉันนั้น  ท่าน
กล่าวว่า   บทว่า   อธิโมกฺขปริวารํ   โหติ - เป็นบริวารของการน้อมใจ
เชื่อ   คือ  สัทธินทรีย์เป็นบริวารด้วยกิจแห่งการน้อมใจเชื่อ.   แม้ในบท
ที่เหลือ   ก็มีนัยนี้.
            บทว่า  ปริวารํ   เป็นลิงควิปลาศ.
            บทว่า  ปญฺินฺทิริยํ - ปัญญินทรีย์   ท่านกล่าว   อนัญญาตัญ-
ญัสสามีตินทรีย์นั่นแหละทำไว้ต่างหากเพื่อแสดงสภาพรู้.       แม้ในอภิ-
ธรรม   ท่านก็จำแนกปัญญาหนึ่งไว้  ๘  ส่วน  ในขณะมรรคและในขณะ
ผล   เพื่อแสดงความพิเศษของกิจด้วยปัญญา.
            บทว่า อภิสนฺทนปริวารํ - มีความยินดีเป็นบริวาร  คือ โสมนัส-
สินทรีย์เป็นบริวารแห่งจิตและเจตสิก   ด้วยกิจคือความเนหาดุจน้ำเป็น
บริวารแห่งจุณเครื่องฟอกตัวในเวลาอาบน้ำ.      บทนี้    ท่านกล่าวด้วย
สามารถมรรคอันสัมปยุตด้วยโสมนัส.      พึงเห็นอุเบกขินทรีย์ในฐานะ
แห่งโสมนัสสินทรีย์   ในมรรคอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา.
            อนึ่ง  พึงถือเอาอุเบกขินทรีย์นั้นว่า   มีความไม่เพิ่มขึ้นเป็นบริวาร
ของสัมปยุตธรรมทั้งหลาย.
๑. ขุ. ป. ๓๑/๓๒.