๑๐๔๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๔๕
มีสหชาตของอินทรีย์นั้นเป็นบริวาร.   อนึ่ง   ธรรมอื่น ๆ  เป็น  อญฺ-
มญฺปริวารา  คือ  มีธรรมอื่น ๆ  เป็นบริวาร  ด้วยประการฉะนี้.  ธรรม
ทั้งหลาย  มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร  มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร
ของกันและกันก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
            บทว่า   สทคตา  คือ  ถึงภาวะมีเกิดร่วมกันกับอนัญญาตัญญัส-
สามีตินทรีย์นั้น.
            บทว่า   สหชาตา   คือ   เกิดพร้อมกันกับอนัญญาตัญญัสสามี-
ตินทรีย์นั้น.
            บทว่า   สํสฏฺ€า   คือ   เกี่ยวข้องกันกับอนัญญาตัญญัสสามีติน-
ทรีย์นั้น.
            บทว่า    สมฺปยุตฺตา    คือ    ประกอบด้วยประการมีเกิดร่วมกัน
เสมอกับด้วยอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น.
            บทว่า   เตว   ได้แก่   ธรรม   คือ  อินทรีย์ ๘ เหล่านั้นนั่นเอง.
            บทว่า   ตสฺส  ได้แก่   อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์.
            บทว่า   อาการา   คือ   ส่วนที่เป็นบริวาร.
            บทว่า  ผลกฺขเณ  ชาตา   ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา  โหนฺติ-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะผล   ทั้งหมดเป็นอัพยากฤต   คือ  ท่านกล่าว
พร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน    เพราะแม้รูปก็เป็นอัพยากฤต.    ท่าน
ไม่กล่าวว่า   เป็นกุศล    เป็นนิยยานิกะ    และเป็นอปจยคามี   ในขณะ
ผล   เพราะมรรคเป็นกุศล   เป็นนิยยานิกะ    และเป็นอปจยคามี.   บท
มีอาทิว่า   อิติ  เป็นบทสรูป   มีประการดังกล่าวแล้ว.
            ในบทเหล่านั้น  บทว่า   อฏฺ€ฏฺ€กานิ - อินทรีย์ ๘ หมวด   คือ
หมวด ๘    แห่งอินทรีย์    อย่างละ  ๘    ด้วยสามารถหมวด  ๘  หมวด
หนึ่ง ๆ   ในมรรคและผล ๘.
            บทว่า   จตุสฏฺ€ี    โหนฺติ   คือ   รวมเป็นอาการ   ๖๔.
            บทมีอาทิว่า   อาสวา   มีความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
            ในที่นี้     พึงทราบว่า     ท่านมิได้กล่าวถึงอาสวะอันทำลายด้วย
อรหัตมรรคเท่านั้น  กล่าวถึงการทำลายด้วยมรรค ๓ หมวดที่เหลือ  โดย
เพียงเป็นคำกล่าวธรรมดาถึงความสิ้นอาสวะ.  เพราะท่านกล่าวถึงอรหัต-
มรรคญาณว่า  ขเย  าณํ -  ญาณในความสิ้นไป  เพราะสิ้นอาสวะไม่
มีอาสวะไร ๆ เหลือเลย.   ฉะนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า   พระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยประการฉะนี้.
                          จบ  อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส
สัจญาณจตุกทวยนิทเทส
            [๒๖๔]  ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรกำหนดรู้   เป็นทุกขญาณ
ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรละ    เป็นสมุทยญาณ    ปัญญาในอรรถว่า