๑๐๖๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๖๓
            บทว่า  มเหสกฺเข - ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ    มีวิเคราะห์
ว่า   ชื่อว่า    มเหสกฺขา    เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมากใน
จักษุ   คือปัญญา.   หรือว่า  สัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมาก.
            บทว่า  ติกฺขินฺทฺริเย  มุทินฺทฺริเย  -  มีอินทรีย์แก่กล้า  มีอินทรีย์
อ่อน.  มีวิเคราะห์ว่า  ชื่อว่า  ติกฺขินฺทฺริยา  คือ   มีอินทรีย์แก่กล้า เพราะ
อรรถว่า   สัตว์มีอินทรีย์  มีศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า.  ชื่อว่า  มุทินฺทฺริยา
มีอินทรีย์อ่อน  เพราะอรรถว่าสัตว์มีอินทรีย์  มีศรัทธาเป็นต้นอ่อน.
            บทว่า  สฺวากาเร   ทฺวาการา -  มีอาการดี  มีอาการชั่ว ความว่า
ชื่อว่า   สฺวาการา   คือ   มีอาการดี   เพราะอรรถว่า   สัตว์มีอาการ   คือ
มีส่วน   มีศรัทธาเป็นต้นดี.  ชื่อว่า   ทฺวาการา   คือ  มีอาการชั่ว  เพราะ
อรรถว่าสัตว์มีอาการ   คือ   มีส่วน    มีศรัทธาเป็นต้น    น่าเกลียด   น่า
ติเตียน.
            บทว่า  สุวิญฺาปเย     ทุวิญฺาปเย - พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย
พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก   คือ  สัตว์เหล่าใดกำหนดเหตุที่กล่าว     เป็นผู้
สามารถรู้แจ้งได้โดยง่าย   สัตว์เหล่านั้น   ชื่อว่า    สุวิญฺญาปยา.    ตรง
กันข้ามกับรู้แจ้งชัดโดยง่ายนั้น   ชื่อว่า   ทุวิญฺาปยา.
            บทว่า  อปฺเปกจฺเจ   ปรโลกฺวชฺชภยทสฺสาวิโน  -   บางพวกมี
ปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย  คือ   ชื่อว่า   ปรโลกวชฺช-
ภยทสฺสาวิโน  คือ มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย  เพราะ
อรรถว่ามีปกติเห็นภัยอื่นหนัก   ในโลกมีขันธโลกเป็นต้น    และโทษมี
ราคะเป็นต้น       เพราะเมื่อบางพวกเห็นปรโลกและโทษมีราคะเป็นต้น
โดยเป็นภัยในนิทเทสแห่งบทนี้   ท่านจึงไม่กล่าวถึงปรโลกเท่านั้น.   พึง
ถือเอาความอย่างนี้ว่า     สัตว์เหล่านั้นมีปกติเห็นภัยในปรโลก    และใน
โทษมีราคะเป็นต้น.
            บทว่า  อปฺเปกจิเจ   น  ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน - บางพวก
มิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยนี้   มีความตรงกันข้ามกับบทที่
กล่าวแล้วนั้น.   อนึ่ง   บทว่า  โลโก   เพราะอรรถว่าสลายไป.   บทว่า
วชฺชํ    คือโทษ    เพราะอรรถว่าควรติเตียน.     ด้วยบทประมาณเท่านี้
เป็นอันท่านชี้แจงบทอุทเทสแล้ว.
            [๒๗๐]  พระสารีบุตรเถระ  เมื่อจะทำปฏินิทเทส  คือ  การ
ชี้แจงทวนนิทเทสอีก  จึงกล่าวคำมีอาทิว่า  อปฺปรชกฺเข  มหารชกฺเข-
สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ     สัตว์มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ
ดังนี้.
            ในบทเหล่านั้น  บทว่า สทฺโธ - บุคคลผู้มีศรัทธา เพราะบุคคล
มีศรัทธา  กล่าวคือ  ความก้าวลงในพระรัตนตรัย.  บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธานั้น  ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข  คือ  มีธุลีน้อยในปัญญาจักษุ  เพราะ
ธุลี   คือ  ความไม่มีศรัทธาและธุลี   คือ  อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของ