๑๐๗๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๗๑
            ในญาณนี้   พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน  กิเลส
อัพนอนเนื่อง  จริต   อธิมุตติ  ของสัตว์ทั้งหลาย    ย่อมทรงทราบชัด
ภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์.
            [๒๗๘]  ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ?
            สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฏฐิในภพก็มี        อาศัยทิฏฐิในความ
ปราศจากภพก็มี  ดังนี้ว่า  โลกเที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง,   โลกมีที่สุด
บ้าง  โลกไม่มีที่สุดบ้าง,    ชีพอันนั้น    สรีระก็อันนั้นบ้าง,   ชีพเป็นอื่น
สรีระก็เป็นอื่นบ้าง,    สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง  สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง,   สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม
เป็นอีกก็มี  ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง,    สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็น
อีกก็หามิได้   ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง,    บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุด
ทั้งสองนี้เสียแล้ว   เป็นอันได้อนุโลมิกขันติ  ในธรรมทั้งหลายอันมีสิ่งนี้
เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น.
            อนึ่ง   พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม   ด้วยถาภูต-
ญาณ  คือ ทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า  บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม  มี
กามเป็นที่อาศัย   น้อมใจไปในกาม,  ทรงทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะว่า
บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะ  มีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย  น้อมใจไปใน
เนกขัมมะ,  ทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่า  บุคคลผู้นี้เป็นผู้หนักใน
พยาบาท  มีพยาบาทเป็นที่อาศัย   น้อมใจไปในพยาบาท,    ทรงทราบ
บุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า  บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาท
มีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย    น้อมใจไปในความไม่พยาบาท,    ทรง
ทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่า  บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ  มีถีน-
มิทธะเป็นที่อาศัย  น้อมใจไปในถีนมิทธะ,    ทรงทราบบุคคลผู้เสพอา-
โลกสัญญาว่า   บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา   มีอาโลกสัญญาเป็น
ที่อาศัย    น้อมใจไปในอาโลกสัญญา    นี้เป็นฉันทะเป็นที่มานอนของ
สัตว์ทั้งหลาย.
            [๒๗๙]  ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน.
            กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย  คือ   กามราคานุสัย   ปฏิ-
ฆานุสัย    มานานุสัย   ทิฏฐานุสัย  วิจิกิจฉานุสัย  ภวราคานุสัย  อวิชชา-
นุสัย,    กามราคานุสัย  ของหมู่สัตว์   ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันเป็น
ที่รักที่ยินดีในโลก    ปฏิฆานุสัย ของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์
อันไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก,   อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้
ดังนี้     มานะ   ทิฏฐิ  และวิจิกิจฉา   ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น      ก็
พึงเห็นดังนั้น  นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องขอสัตว์ทั้งหลาย.
            [๒๘๐]  ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ?
            ปุญญาภิสังขาร   อปุญญาภิสังขาร   อเนญชาภิสังขาร,    เป็นภูมิ
น้อยก็ตาม   เป็นภูมิมากก็ตาม   นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย.