๑๐๗๘    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๗๙
            วา ศัพท์ในบทนี้ว่า  เอเต  วา  ปน  อุโภ  อนฺเต  อนุปคมฺม
-  บุคคลไม่ข้องแวะที่สุดทั้งสองนี้  เป็นสมุจจยัตถะ  คือ  มีอรรถว่าประ-
มวลมา  ดุจในบทมีอาทิว่า  อคฺคิโต  วา  อุทกโต  วา  มิถุเภทา  วา-
จากไฟก็ดี  จากน้ำก็ดี  จากการทำลายไม่ตรีก็ดี.  อธิบายว่า   ไม่ข้อง-
แวะ  คือ  ไม่ติดทั้งสองฝ่ายด้วยสามารถสัสสตทิฏฐิ  และอุจเฉททิฏฐิ
ดังกล่าวแล้วนั้นแล้วละเสีย.  วา  ศัพท์ใน  บทว่า  อนุโลิกา  วา ขนฺติ
เป็นวิกัปปัตถะ - มีอรรถกำหนด.
            บทว่า  อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ - ในธรรมทั้งหลาย
อันมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น ความว่า  ปัจจัยแห่งชราและ
มรณะเป็นต้น  ชื่อว่า  อิทัปปัจจัย.     อิทัปปัจจัยนั่นแหละ  ชื่อว่า
อิทัปปัจจยตา.  หรือการประชุมอิทัปปัจจัยทั้งหลาย  ชื่อว่า  อิทัป-
ปัจจยตา.  อนึ่ง  พึงแสวงหาลักษณะในบทนี้โดยศัพทศาสตร์.  ธรรม
ทั้งหลายเกิดร่วมกันและโดยชอบ   เพราะอาศัยปัจจัยนั้น ๆ ชื่อว่า
ปฏิจจสมุปปันนะ.  ในธรรมทั้งหลาย  เพราะความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย
นั้นและอาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านั้น.
            บทว่า  อนุโลมิกา  คือ  ชื่อว่า  อนุโลม  เพราะเป็นธรรม
สมควรแก่โลกุตรธรรมทั้งหลาย.
            บทว่า  ขนฺติ  คือ  ญาณ.  ญาณชื่อว่า  ขันติ  เพราะความอดทน.
            บทว่า  ปฏิลทฺธา  โหติ  -  เป็นอันได้  คือ  เป็นอันสัตว์ทั้งหลาย
ได้บรรลุแล้ว.    การเข้าไปอาศัยความที่ขันติเป็นอิทัปปัจจัยเป็นของสูญ
ย่อมมีได้โดยความเห็นอย่างยิ่งของผล  ด้วยความเห็นอย่างยิ่งของปัจจัย
เพราะปัจจุปบันธรรมทั้งหลายเป็นไปสืบเนื่อง   ในเพราะความพร้อม.
เพรียงแห่งปัจจัย   ความเข้าไปอาศัย  ความที่ขันติเป็นของเที่ยงในธรรม
อันอาศัยกันเกิดขึ้น     ย่อมมิโดยการเห็นความเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบัน-
ธรรมทั้งหลายใหม่  ๆ  ในเพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย      การเห็น
ชอบอันเป็นไปแล้วว่า  ไม่สูญ  ไม่เที่ยง  โดยการเห็นธรรมอันอาศัยกัน
เกิดขึ้น   คือ   ปฏิจจสมุปบาท  ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้    พึง
ทราบว่า  อนุโลมิกขันติ   คือ  ขันติอันสมควร   ด้วยประการฉะนี้เป็น
อันท่านกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิทั้งสองนั้น.
            บทว่า   ยถาภูตํ   วา   าณํ  -  ยถาภูตญาณ  คือ   ญาณที่นำไป
ตามความเป็นจริง   คือ   ตามสภาพที่เป็นจริง.    แม้ญาณที่เป็นไปในบท
นั้นท่านก็กล่าวว่า   ยถาภูตญาณ    โดยโวหาร   อันเป็นวิสัย.   ในนิทเทสนี้
ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณ     อันมีสังขารุเบกขาญาณเป็นที่สุด.   แต่
ภายหลังท่านกล่าวภยตูปัฏฐานญาณว่า   ยถาภูตญาณทัสนะ.   หรือควร
สัมพันธ์ว่า    ยถาภูตญาณ   เป็นอันสัตว์ทั้งหลายได้แล้ว.
            บัดนี้   พระสารีบุตรเถระ   ครั้นแสดงสันดานสัตว์อันมิจฉาทิฏฐิ
อบรมด้วยบทมีอาทิว่า   สสฺสโต   โลโก  อันสัมมาทิฏฐิอบรม  ด้วยบท