๑๐๘๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๐๘๑
มีอาทิว่า   เอเต    วา   ปน   ที่สุดสองอย่างเหล่านี้แล้วแสดงสันดานสัตว์
อันอกุศลที่เหลือและกุศลที่เหลืออบรมแล้วด้วยบทมีอาทิว่า    กามํ    เส-
วนฺตญฺเว - บุคคลผู้เสพกาม  -  ในบทนั้นพึงประกอบว่า   พระตถาคต
ทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม.
            บทว่า   เสวนฺตญฺเว   คือ    ผู้เสพด้วยการประพฤติเนือง ๆ.
            ชื่อว่า   กามครุโก   เพราะมีกิเลสกามหนักด้วยเสพมาในปางก่อน.
            ชื่อว่า   กามาสุโย   เพราะน้อมกามในสันดานเป็นที่อาศัย.
            ชื่อว่า   กามาธิมุตฺโต   เพราะน้อม   คือ  ติดในกามด้วยอำนาจ
สันดานนั้นแหละ.    แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
            คำว่า   เนกขัมมะ เป็นต้น   มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.   พึงทราบ
ว่า   อกุศลที่เหลือ   ท่านถือเอาด้วยกิเลส  ๓  อย่างมีกามเป็นต้น.  กุศลที่
เหลือท่านถือเอาด้วยคุณธรรม  ๓  อย่างมีเนกขัมมะเป็นต้น.     พระสารี-
บุตรเถระแสดงสันดานที่ท่านกล่าว  ๓  อย่าง   ว่านี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่อง
ของสัตว์ทั้งหลาย.
            ส่วนในนิทเทสนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้.       บทว่า   อิติ
ภวทิฏฺสนฺนิสฺสิตา  วา  -  สัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิในภพด้วยอาการอย่าง
นี้  คือ  อาศัยสัสสตทิฏฐิอย่างนี้.    จริงอยู่  ในที่นี้ท่านกล่าวสัสสตทิฏฐิ
ว่าเป็น   ภวทิฏ€ิ.    และกล่าวอุจเฉททิฏฐิว่าเป็น   วิภวทิฏฺ€ิ.    เพราะ
สัตว์ผู้มีทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยทิฏฐิ    ๒    อย่างเหล่านี้แหละ
เพราะท่านสงเคราะห์ทิฏฐิทั้งหมดเข้าด้วย    สัสสตทิฏฐิ   และอุจเฉททิฏฐิ.
แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า 
                    ดูก่อนกัจจานะโดยมากสัตวโลกอาศัยทิฏฐิ
            ๒  อย่างนี้   คือ  ความมีอยู่  ๑  ความไม่มีอยู่   ๑.
            ในสองบทนี้    บทว่า   อตฺถิตา -  ความมีอยู่   ได้แก่   สัสสตทิฏฐิ.
บทว่า   นตฺถิตา  -  ความไม่มีอยู่   ได้แก่   อุจเฉททิฏฐิ.    นี้เป็นฉันทะ
เป็นที่มานอน    ของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนอาศัยวัฏฏะ.
            บัดนี้   พระสารีบุตรเถระ  เมื่อแสดงกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์
ผู้บริสุทธิ์   ผู้อาศัยวัฏฏะ    จึงกล่าวบทมีอาทิว่า    เอเต   วา   ปน   อุโภ
อนฺเต   อนุปคมฺม -  ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้.    ในบทเหล่า
นั้น   บทว่า  เอเต  วา  ปน  ก็คือ   เอเต  นั่นเอง.   บทว่า  อุโภ  อนฺเต
คือ  ที่สุดสองอย่าง  ได้แก่   สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.   บทว่า   อนุป-
คมฺม  คือ ไม่เกี่ยวข้อง.  บทว่า    อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ
ธมฺเมสุ     คือ   เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยและในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกัน
เกิดขึ้น.  บทว่า   อนุโลมิกา   ขนฺติ - อนุโลมิกขันติ   คือ  วิปัสสนา-
ญาณ.  บทว่า  ยถาภูตํ. าณํ  คือ  มรรคญาณ.  นี้ท่านอธิบายไว้ว่า
๑. สํ. นิ. ๑๖/๔๓.