| สัตว์ผู้มีทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้แหละ |
| เพราะท่านสงเคราะห์ทิฏฐิทั้งหมดเข้าด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ. |
| แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ๑ |
| ดูก่อนกัจจานะโดยมากสัตวโลกอาศัยทิฏฐิ |
| ๒ อย่างนี้ คือ ความมีอยู่ ๑ ความไม่มีอยู่ ๑. |
| ในสองบทนี้ บทว่า อตฺถิตา - ความมีอยู่ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. |
| บทว่า นตฺถิตา - ความไม่มีอยู่ ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ. นี้เป็นฉันทะ |
| เป็นที่มานอน ของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนอาศัยวัฏฏะ. |
| บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อแสดงกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ |
| ผู้บริสุทธิ์ ผู้อาศัยวัฏฏะ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอเต วา ปน อุโภ |
| อนฺเต อนุปคมฺม - ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้. ในบทเหล่า |
| นั้น บทว่า เอเต วา ปน ก็คือ เอเต นั่นเอง. บทว่า อุโภ อนฺเต |
| คือ ที่สุดสองอย่าง ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า อนุป- |
| คมฺม คือ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ |
| ธมฺเมสุ คือ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยและในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกัน |
| เกิดขึ้น. บทว่า อนุโลมิกา ขนฺติ - อนุโลมิกขันติ คือ วิปัสสนา- |
| ญาณ. บทว่า ยถาภูตํ. าณํ คือ มรรคญาณ. นี้ท่านอธิบายไว้ว่า |
|