๑๑๑๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๑๑๓
เว้นพระโพธิสัตว์     ชื่อว่า     สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้    โดย
ธรรมดาของตนย่อมไม่มี.    อนึ่ง    เหมือนอย่างว่า   เส้นด้ายที่ยุ่งช่างหูก
เอาไปคลุกน้ำข้าวแล้วขยำก็จะเกิดติดเนื่องกัน   และพันกันเป็นปม   ฉัน
ใด.   โลกนี้   ก็ฉันนั้น  ครั้นพลาดในปัจจัยทั้งหลาย    ไม่อาจทำปัจจัย
ทูลหลายให้ตรงได้    ย่อมเกิดดำพันเป็นปมด้วยอำนาจทิฏฐิ  ๖๒.    สัตว์
บาลจำพวกเหล่าใดอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย   สัตว์เหล่านั้นไม่อาจทำปัจจัยให้
ตรงได้.
            บทว่า  คุลาคุณฺ€ิกชาโต - พันกันเป็นกลุ่มก้อน   คือ  เป็นดุจ
กลุ่มก้อน.    ด้ายคลุกน้ำข้าวของช่างหูก    ท่านกล่าวว่า   เป็นกลุ่มก้อน.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   รังนก   ชื่อว่า คุลา   ความยุ่งยากแม้ทั้งสองนั้น
ยากที่จะทำค่าหรือราคาให้เท่ากันได้.
            บทว่า  มุญฺชปพฺพชภูโต  -   นุงนังดังหญ้าปล้องและหญ้ามุง
กระต่าย   คือ   เป็นดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย    เกิดเป็นเช่นกับ
หญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย.     ทุบหญ้าเหล่านั้นทำเชือก     ในเวลา
เชือกขาดถือเอาเชือกที่ตกไปในที่ใดที่หนึ่งแล้ว       ยากที่จะตีราคาหญ้า
เหล่านั้นให้มีค่าหรือมีราคาเหมาะสมว่า    นี้    มีคำเท่านี้    มีราคาเท่านี้.
ช่างตั้งอยู่ในความเป็นผู้ชำนาญเฉพาะตน      ก็พึงสามารถทำให้หญ้านั้น
ตรงได้.   แต่สัตว์อื่นเว้นพระโพธิสัตว์   ชื่อว่า   สามารถจะทำปัจจยาการ
ให้ตรงได้ตามธรรมดาของตนย่อมไม่มี   ฉันใด.   โลกนี้   ก็ฉันนั้น  ไม่
สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้        เกิดเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยอำนาจ
ทิฏฐิ  ๖๒   ย่อมไม่พ้นอบาย   ทุคติ   วินิบาต   สงสารไปได้.
            ในบทเหล่านั้น   บทว่า  อปาโย ได้แก่  นรก  กำเนิดเดียรฉาน
เปตติวิสัย   อสุรกาย.   ทั้งหมดนั้น    ท่านเรียกว่า    อบาย   เพราะไม่มี
ความเจริญ   คือ   ความรู้.
            อนึ่ง   ชื่อว่า    ทุคติ  เพราะเป็นทางไปของทุกข์.
            ชื่อว่า    วินิบาต    เพราะความสุขตกไปจากกาย.    ส่วนสงสาร
นอกนี้     ท่านกล่าวว่า
            ขนฺธานญฺจ   ปฏิปาฏิ               ธาตุอายตนาน    จ
            อพฺโพจฺฉินฺนํ   วตฺตมานํ            สํสาโร  ปวุจฺจติ.
                    ลำดับแห่งขันธ์   ธาตุ   อายตนะ    ยังไม่
            ขาดสาย  ยังเป็นไม่อยู่   ท่านเรียก  สงสาร   ดังนี้.
ไม่ล่วงเลยสงสารนั้นแม้ทั้งหมดไปได้.      ที่แท้เมื่อยังถือจุติและปฏิสนธิ
บ่อย ๆ อย่างนี้  คือ  จากจุติถือเอาปฏิสนธิ    จากปฏิสนธิถือเอาจุติ  ย่อม
หมุนเวียนในภพ ๓  ในกำเนิด ๔  ในคติ  ๕   ในวิญญาณฐิติ  ๗   ใน.
สัตตาวาส  ๙    ดุจเรือที่ถูกลมพัดไปในมหาสมุทร    และดุจโคที่ถูกเทียม
ด้วยยนต์  ฉะนั้น.
            บทว่า     อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกอวิชชา
มีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่   ชื่อว่าอวิชชามิโทษ   เพราะอวิชชานั่นแหละ