๑๑๓๐    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๑๓๑
 มีอาวาสมัจฉริยะเป็นต้น.   บทว่า   สโ€ - โอ้อวด   คือ  เต็มไปด้วยความ
หลอกลวง.    บทว่า   มายาวี -  เจ้าเล่ห์    คือ   ปกปิดความชั่วที่ตนทำ.
บทว่า   ปาปิจฺโฉ  -  มีความปรารถนาลามก   คือ   เป็นผู้ทุศีลปรารถนา
ความยกย่องที่ไม่มี.   บทว่า   มิจฺฉาทิฏฺ€ิ   ได้แก่   นัตถิกวาที  -  มิวาทะ
ว่าไม่มี   อเหตุกวาที - ทีวาทะว่าไม่มีเหตุ  อกิริยวาที - มีวาทะว่าไม่เป็นอัน
ทำ.  บทว่า  สนฺทิฏฺ€ิปรามาสี   คือ   ลูบคลำทิฏฐิของตนเองเท่านั้น.
            บทว่า  อาธานคฺคาหิ.   คือ   ถือมั่น.
            บทว่า   ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี    คือ   ไม่สามารถสละสิ่งที่ตนถือได้.
ส่วนในขุททกวิภังค์    ท่านกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่ง ๆ    ด้วยสามารถเป็น
ประธานว่า   มูลเหตุแห่งวิวาท ๖  เป็นไฉน ?  คือ   โกธะ  ๑  มักขะ ๑
อิสสา ๑   สาเถยยะ ๑   ปาปิจฉา   ๑   สันทิฏฐิปรามาสี - การยึดถือทิฏฐิ
ของตน  ๑.  นี้   คือ  มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ อย่าง.
            บทว่า   ฉหิ  ตณฺหากาเยหิ - ด้วยกองตัณหา ๖   คือ   ด้วย
ตัณหา ๖   ดังที่กล่าวแล้ว    คือ   รูปตัณหา ๑   สัททตัณหา  ๑    คันธ
ตัณหา ๑  รสตัณหา  ๑  โผฏฐัพพตัณหา ๑  ธรรมตัณหา ๑  ในตัณหา
เหล่านั้น   เพราะตัณหาอย่างหนึ่ง ๆ    ย่อมมีไม่น้อย    เพราะเกิดบ่อย ๆ
ในอารมณ์แม้อย่างหนึ่ง ๆ เพราะมีอารมณ์มาก.  ฉะนั้น  ท่านจึงกล่าว
๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๙๙๑. ๒. อภิ. วิ . ๓๕/๙๙๔.
ว่า  ตรฺหากายา - กองตัณหา เพราะประกอบ  กาย ศัพท์  ด้วยอรรถ
ว่าหมู่.   แม้เมื่อกล่าวว่า   ตัณหากายา   ก็คือตัณหานั่นเอง.
            บทว่า   รชฺชติ -  ย่อมกำหนัด  คือ   กำหนัดยินดีในอารมณ์ด้วย
ตนเอง.
            บทว่า   ฉหิ   ทิฏฺ€ิคเตหิ - ด้วยทิฏฐิ  ๖    ท่านกล่าวไว้แล้วใน
สัพพาสวสูตร.  ในสูตรนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
                    เมื่อภิกษุมนสิการ   โดยไม่แยบคายอย่างนี้
            ทิฏฐิ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น.     คือทิฏฐิ
            โดยความจริง  โดยความมั่นคง   ย่อมเกิดแก่ภิกษุ
            นั้นว่า  อตฺถิ  เม  อตฺตา - อัตตาของเรามีอยู่.  ทิฏฐิ
            โดยความจริง     โดยความเชื่อถือได้   ย่อมเกดแก่
            ภิกษุนั้นว่า  นตฺถิ  เม  อตฺตา - อัตตาของเราไม่มี.
            ทิฏฐิ ฯลฯ  ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นว่า  อตฺตนาว
            อตฺตานํ  สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยตนเอง.
            ทิฏฐิ ฯลฯ  ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า  อตฺตนาว
            อตฺตานํ  สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา.
            หรือทิกฏฐิ ฯลฯ  ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า  อนตฺตนาว
            อตฺตานํ  สญฺชานามิ  -  เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา.
            ก็อีกอย่างหนึ่ง  ทิฏฐิย่อมมีแก่ภิกษุนั้น  อย่างนี้ว่า