๑๑๔    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๑๕
นั่นเองก็ปรินิพพาน,   บุคคลใด   กำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุ
พระอรหัต   ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน   บุคคลนี้ชื่อว่า   อิริยาปถ-
สมสีสี.
            ส่วนบุคคลใด  เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว  เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายใน
โรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต     แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่น
แหละ,   บุคคลนี้ชื่อว่า  โรคสมสีสี.
            บุคคล   ชื่อว่า   ชีวิตสมสีสี   เป็นไฉน  ?   ศีรษะมี  ๑๓.  บรรดา
ศีรษะเหล่านั้น   อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ,   จุติ
จิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ,      จิตที่ครอบงำอวิชชา
ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้.       จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชา
ไม่ได้.  จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง,   และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์
ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง.   ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้    ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการ
ครอบงำพร้อมกัน.  บุคคลนั้นชื่อว่า  ชีวิตสมสีสี.
            ศีรษะทั้ง  ๒  นี้   จะมีพร้อมกันได้อย่างไร ?   มีได้เพราะพร้อมกัน
โดยวาระ.    อธิบายว่า   การออกจากมรรคมีในวาระใด    พระอริยบุคคล
ตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ  ๑๙   คือ
๑. ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, อุทธัจจะ, อวิชชา, สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ,
ปัญญา, ชีวิตินทรีย์, วิโมกข์, นิโรธะ.
            ในโสดาปัตติมรรค     มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในสกทาคามิมรรค     มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในอนาคามิมรรค        มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในอรหัตมรรค            มีปัจจเวกขณญาณ  ๔,
แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์  จึงปรินิพพาน.
            การครอบงำศีรษะทั้ง  ๒   ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้     เพราะ
พร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง    เพราะเหตุนั้น   บุคคลนี้   ท่านจึงเรียกว่า
ชีวิตสมสีสี.   ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์
เอาแล้วในที่นี้.
๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย  สัลเลขัฏฐญาณ
            สุตมยญาณ,  สีลมยญาณ,  และภาวนามยญาณ  ที่เป็นบาทแห่ง
วัฏสงสาร  ย่อมไม่ชื่อว่า  สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา,  ญาณ
เหล่านี้ก็ดี  ญาณเหล่าอื่นก็ดี  เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ  ท่าน
เรียกว่า  สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา  ฉะนั้น  เพื่อที่จะแสดง
ญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม  พระธรรม