| นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใด กำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุ |
| พระอรหัต ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน บุคคลนี้ชื่อว่า อิริยาปถ- |
| สมสีสี. |
| ส่วนบุคคลใด เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายใน |
| โรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่น |
| แหละ, บุคคลนี้ชื่อว่า โรคสมสีสี. |
| บุคคล ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน ? ศีรษะมี ๑๓๑. บรรดา |
| ศีรษะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ, จุติ |
| จิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ, จิตที่ครอบงำอวิชชา |
| ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้. จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชา |
| ไม่ได้. จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง, และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ |
| ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้ ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการ |
| ครอบงำพร้อมกัน. บุคคลนั้นชื่อว่า ชีวิตสมสีสี. |
| ศีรษะทั้ง ๒ นี้ จะมีพร้อมกันได้อย่างไร ? มีได้เพราะพร้อมกัน |
| โดยวาระ. อธิบายว่า การออกจากมรรคมีในวาระใด พระอริยบุคคล |
| ตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ คือ |
|
|
|
| ในโสดาปัตติมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, |
| ในสกทาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, |
| ในอนาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, |
| ในอรหัตมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๔, |
| แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน. |
| การครอบงำศีรษะทั้ง ๒ ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้ เพราะ |
| พร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ ท่านจึงเรียกว่า |
| ชีวิตสมสีสี. ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ |
| เอาแล้วในที่นี้. |
| |
| ๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส |
| ว่าด้วย สัลเลขัฏฐญาณ |
| สุตมยญาณ, สีลมยญาณ, และภาวนามยญาณ ที่เป็นบาทแห่ง |
| วัฏสงสาร ย่อมไม่ชื่อว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา, ญาณ |
| เหล่านี้ก็ดี ญาณเหล่าอื่นก็ดี เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ ท่าน |
| เรียกว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา ฉะนั้น เพื่อที่จะแสดง |
| ญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม พระธรรม |
|