๑๑๕    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๑๖
            ในโสดาปัตติมรรค     มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในสกทาคามิมรรค     มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในอนาคามิมรรค        มีปัจจเวกขณญาณ  ๕,
            ในอรหัตมรรค            มีปัจจเวกขณญาณ  ๔,
แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์  จึงปรินิพพาน.
            การครอบงำศีรษะทั้ง  ๒   ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้     เพราะ
พร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง    เพราะเหตุนั้น   บุคคลนี้   ท่านจึงเรียกว่า
ชีวิตสมสีสี.   ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์
เอาแล้วในที่นี้.
๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย  สัลเลขัฏฐญาณ
            สุตมยญาณ,  สีลมยญาณ,  และภาวนามยญาณ  ที่เป็นบาทแห่ง
วัฏสงสาร  ย่อมไม่ชื่อว่า  สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา,  ญาณ
เหล่านี้ก็ดี  ญาณเหล่าอื่นก็ดี  เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ  ท่าน
เรียกว่า  สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา  ฉะนั้น  เพื่อที่จะแสดง
ญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม  พระธรรม
เสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจาก   สมสีสัฏฐญาณ
ณ  บัดนี้.
            ในสัลเลขัฎฐญาณนั้น    คำว่า     ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน
ปญฺา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา  มีสภาพต่าง ๆ
และเดช  ความว่า   ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลาย
มีราคะเป็นต้น  และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่าง ๆ  มีกามฉันทะเป็นต้น
กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่า   เดช   เพราะอรรถว่า
เร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ,   มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญา
ในธรรม  ๓๗  ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น.
            หรือ  อธิบายว่า  ปัญญาอันหนา,  ปัญญาอันมีสภาพ  (ประเภท)
ต่าง ๆ,  และปัญญาอันเป็นเดช  เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา
อันมีสภาพต่าง ๆ  และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้น   เหล่านั้นดังนี้.
จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม       และนานัตตธรรม๑ด้วยเดชทั้งหลาย
ในนิทเทสวาระ.
            คำว่า    สลฺเลขฏฺเ€    าณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา    มี
วิเคราะห์ว่า   ธรรมใด    ย่อมขัดเกลา   ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย
ฉะนั้น     ธรรมนั้นจึงชื่อว่า   สัลเลขะ - ขัดเกลา,   ญาณในธรรม   ๓๗
ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ.
๑. ปุถุธรรม และนานัตตธรรมมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล