| บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย คือ หมายถึงขันธปัญญจกภาย |
| ใน. บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. ส่วนความพิสดาร |
| ของบทนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสแห่งขุททกวัตถุวิภังค์ |
| นั้น. แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยอย่างอื่น. ตัณหา ๓ คือ กามตัณ- |
| หา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว. อนึ่ง |
| ตัณหา ๑๘ ในอารมณ์ ๖ มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์. ตัณหามีอารมณ์ |
| ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวมเป็นตัณหา ๓๖. ตัณหาเหล่านั้นมี |
| อารมณ์ในอดีต ๓๖ อารมณ์ในอนาคต ๓๖ อารมณ์ในปัจจุบัน ๓๖ |
| รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘. |
| บทว่า ปปญฺจิโต คือ ต้องเนิ่นช้า อยู่นานในอารมณ์หรือใน |
| สังสารวัฏ. |
| บทว่า ทฺวาสฏฺิยา ทิฏฺิคเตหิ - โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖๒ |
| กลุ้มรุม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในเวยยากรณภาษิตใน |
| พรหมชาลสูตร เป็นไฉน ? ทิฏฐิ ๖๒๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน |
| เวยยากรณภาษิต ในพรหมชาลสูตรมีดังนี้ คือ สัสสตวาทะ - วาทะว่า |
| เที่ยง ๔, เอกัจจสัสสตวาทะ - วาทะว่าเที่ยง ๔, อนัตานันติกวาทะ- |
| วาทะว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔, อมราวิกเขปิกวาทะ - วาทะปฏิเสธสิ้น |
| เชิง ๔, อธิจจสมุปปันนิกวาทะ - วาทะที่เชื่อถือไม่ได้ ๒, สัญญีวาทะ |
|