๑๑๕๒    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๑๕๓
            บทว่า  อชฺฌตฺติกสฺส  อุปาทาย  คือ  หมายถึงขันธปัญญจกภาย
ใน.  บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.   ส่วนความพิสดาร
ของบทนั้น  พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสแห่งขุททกวัตถุวิภังค์
นั้น.  แต่ในนิทเทสนี้   พึงทราบนัยอย่างอื่น.   ตัณหา ๓  คือ   กามตัณ-
หา  ๑  ภวตัณหา ๑   วิภวตัณหา ๑   มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว.   อนึ่ง
ตัณหา   ๑๘   ในอารมณ์  ๖  มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์.    ตัณหามีอารมณ์
ภายใน  ๑๘   ภายนอก   ๑๘    รวมเป็นตัณหา   ๓๖.    ตัณหาเหล่านั้นมี
อารมณ์ในอดีต   ๓๖  อารมณ์ในอนาคต   ๓๖   อารมณ์ในปัจจุบัน  ๓๖
รวมเป็นตัณหาวิจริต  ๑๐๘.
            บทว่า  ปปญฺจิโต  คือ   ต้องเนิ่นช้า อยู่นานในอารมณ์หรือใน
สังสารวัฏ.
            บทว่า  ทฺวาสฏฺ€ิยา    ทิฏฺ€ิคเตหิ - โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ  ๖๒
กลุ้มรุม    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทิฏฐิ ๖๒  ไว้ในเวยยากรณภาษิตใน
พรหมชาลสูตร  เป็นไฉน ?  ทิฏฐิ  ๖๒  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
เวยยากรณภาษิต   ในพรหมชาลสูตรมีดังนี้  คือ   สัสสตวาทะ  - วาทะว่า
เที่ยง  ๔,  เอกัจจสัสสตวาทะ  -  วาทะว่าเที่ยง    ๔,    อนัตานันติกวาทะ-
วาทะว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด  ๔,  อมราวิกเขปิกวาทะ  -  วาทะปฏิเสธสิ้น
เชิง ๔,   อธิจจสมุปปันนิกวาทะ -  วาทะที่เชื่อถือไม่ได้  ๒,   สัญญีวาทะ
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๗๒.
-  วาทะมีสัญญา ๑๖,  อสัญญีวาทะ  -  วาทะไม่มีสัญญา ๘,  เนวสัญญี-
นาสัญญีวาทะ -  วาทะว่ามีสัญญาก็หามิได้   ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ๘.  อุจ-
เฉทวาทะ -  วาทะว่าสูญ ๗,    ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ  -  วาทะว่านิพ
พานมีในปัจจุบัน ๕.  ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังกล่าว
แล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแหละ.
            บทว่า   อหญฺจมฺหิ  ติณฺโณ - เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว.   คือ  เรา
เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ หรือสมุทร  คือ  สังสารวัฏได้แล้ว.     บทว่า   มุตฺโต
-  เราเป็นผู้พ้นแล้ว คือ พ้นจากเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น. บทว่า ทนฺโต
-  เราทรมานได้แล้ว  คือ  หมดพยศไม่ดิ้นรนแล้ว.     บทว่า   สนฺโต -
เราเป็นผู้สงบแล้ว  คือ  มีความเยือกเย็น.   บทว่า  อสฺสตฺโถ - เราเป็น
ผู้เบาใจ  คือ  ได้ความปลอดโปร่งด้วยเห็นนิพพาน.
            บทว่า   ปรินิพฺพุโต - เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว   คือ   ดับรอบด้วย
การดับกิเลส.   บทว่า    ปโหมิ  คือ เราเป็นผู้สามารถ.   บทว่า โข  เป็น
นิบาตลงในอรรถแห่งเอกังสะ  คือ  ส่วนเดียว.
            ปเร  จ  ศัพท์ในบทนี้ว่า  ปเร  จ  ปรินิพฺพาเปตุํ  เพื่อให้ผู้อื่น
ดับรอบด้วย   พึงประกอบแม้ด้วยบทมีอาทิว่า   ปเร  จ   ตาเรตุํ   เพื่อให้
ผู้อื่นข้ามพ้นไปด้วย.
                           จบ   อรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส