| เสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจาก สมสีสัฏฐญาณ |
| ณ บัดนี้. |
| ในสัลเลขัฎฐญาณนั้น คำว่า ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน |
| ปญฺา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา มีสภาพต่าง ๆ |
| และเดช ความว่า ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลาย |
| มีราคะเป็นต้น และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่าง ๆ มีกามฉันทะเป็นต้น |
| กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่า เดช เพราะอรรถว่า |
| เร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ, มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญา |
| ในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น. |
| หรือ อธิบายว่า ปัญญาอันหนา, ปัญญาอันมีสภาพ (ประเภท) |
| ต่าง ๆ, และปัญญาอันเป็นเดช เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา |
| อันมีสภาพต่าง ๆ และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้น เหล่านั้นดังนี้. |
| จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม๑ และนานัตตธรรม๑ด้วยเดชทั้งหลาย |
| ในนิทเทสวาระ. |
| คำว่า สลฺเลขฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา มี |
| วิเคราะห์ว่า ธรรมใด ย่อมขัดเกลา ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย |
| ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า สัลเลขะ - ขัดเกลา, ญาณในธรรม ๓๗ |
| ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ. |
|