๑๓๖    ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ ๖๘.พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑    ๑๓๗
๒ ในสัจจะทั้ง ๔  ฉะนั้น    ธรรมนั้นชื่อว่า    สัจวิวัฏฏะ,      สัจวิวัฏฏะ
นั่นแหละเป็นญาณ.
            ญาณเดียวเท่านั้น   ท่านกล่าวไว้ถึง ๔ ประการอย่างนี้    คือ
                   ๑.  สัญญาวิวัฏฏะ   ด้วยสามารถแห่งกุศลธรรมเป็นอธิบดี,
                   ๒.  เจโตวิวัฏฏะ  ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ควรประหาณ,
                   ๓.  จิตวิวัฏฏะ   ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งจิต,
                   ๔.  วิโมกขวิวัฏฏะ    ด้วยสามารถแห่งการละปัจนิกธรรม.
            อนัตตานุปัสนาแล    ท่านกล่าวว่า   าณวิวฏฺเฏ  าณํ - ญาณ
ในการหลีกออกด้วยญาณ   ด้วยสามารถแห่งอาการอันว่างจากอัตตา,
ภายหลังท่านก็กล่าวมรรคญาณไว้ ๒ อย่างคือ  มคฺเค  าณํ - ญาณใน
มรรค และ อานนฺตริกสมาธิมฺหิ   าณํ - ญาณในอนันตริกสมาธิ,
ท่านกล่าวคำว่า  สจฺจวิวฏฺ   าณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ.
๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณุทเทส
ว่าด้วย  อิทธิวิธญาณ
            บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร  ยกอภิญญา  ๖  ที่เป็นไปด้วย
สามารถแห่งญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  เป็นไปด้วยอำนาจ
สัจวิวัฏญาณนั้น     ขึ้นแสดงโดยลำดับ.
            ในอภิญญา ๖    แม้นั้น    ท่านยกอิทธิวิธญาณแสดงก่อน    คือ
ความแปลกประหลาด    เพราะเป็นอานุภาพอันปรากฏแก่โลก,   ยกทิพ-
โสตญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ คือ ทิพโสตญาณอันเป็นโอฬาริกวิสัย
เพราะเป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ,    ยกเจโตปริยญาณขึ้นแสดงเป็น
อันดับที่ ๓   เพราะเป็นสุขุมวิสัย.
            บรรดาวิชชา ๓   ท่านยกบุพเพนิวาสานุสติญาณ  ขึ้นแสดงเป็น
อันดับที่ ๑     เพราะบรรเทาความมืดในอดีตที่ปกปิดบุพเพนิวาสคือการ
เกิดในชาติก่อน,      ยกทิพจักขุญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่  ๒    เพราะ
บรรเทาความมืดทั้งในปัจจุบันและอนาคต,   ยกอาสวักขยญาณขึ้นแสดง
เป็นอันดับที่  ๓   เพราะตัดความมืดทั้งหมดเสียได้เด็ดขาด.
            บรรดาคำเหล่านั้น   คำว่า   กายมฺปิ-แม้ซึ่งกาย   ได้แก่   แม้
ซึ่งรูปกาย.
            คำว่า  จิตฺตมฺปิ - แม้ซึ่งจิต   ได้แก่ แม้ซึ่งจิตอันมีฌานเป็นบาท.
            คำว่า    เอกววตฺถานตา - เพราะการกำหนดเข้าเป็นอันเดียว
กัน   มีคำอธิบายว่า    ด้วยทิสมานกายหรืออทิสมานกาย     เพราะตั้งไว้
โดยความเป็นอันเดียวกันกับบริกรรมจิต    และเพราะกระทำกายและจิต
ให้ระคนกันตามที่จะประกอบได้  ในคราวที่ประสงค์จะไป.
            ก็คำว่า   กาโย - กาย  ในที่นี้   ได้แก่   สรีระ.   จริงอยู่   สรีระ
ท่านเรียกว่า   กาย    เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอวัยวะทั้งหลายมีเกสา - ผม